Showing posts with label วลีล้ำลึก. Show all posts
Showing posts with label วลีล้ำลึก. Show all posts

Tuesday, February 11, 2014

ข้านิยม …ใช่แล้ว ข้านิยม

สังคมจะนิยมอะไรก็เชิญเถิด สร้างค่านิยมกันไปตามแต่จะต้องการ
ข้าพร้อมเรียนรู้ และ รู้จักค่านิยมเหล่านั้น

หากเพียงแต่บังเอิญว่า
ข้านั้นมีสิ่งที่เป็น ...ข้านิยม... อยู่แล้ว
ข้าโชคดี ที่ข้ายังมีพื้นที่แสดงออกเบา ๆ ของข้าเอง
ข้าโชคดี ที่ข้านั้นก็มิได้สนใจ ว่าจะมีใครมาวิภากษ์ข้าอย่างไร
ข้ายังนิยมชมชอบและสนใจในการใช้ชีวิตของข้าเอง

ข้านั้นมีความสุข เกินกว่าที่จะกลัวถูกวิภากษ์
ข้านั้นมีความสุข เกินกว่าจะรอความนิยมชมชอบและสนใจการใช้ชีวิตของข้าจากผู้อื่น
ใช่แล้ว ...ข้านั้นมีความสุข

แน่นอนว่า
ข้านั้นเข้าใจดี หากข้าไม่สนใจที่จะทำตามค่านิยมเช่นนี้
ข้าอาจจะโดดเดี่ยวหรือถูกปล่อยให้อดตายเข้าสักวันหนึ่ง
ข้านั้นเข้าใจดี เรื่องของข้าอาจจะกลายเป็นเรื่องเล่าอันแสนสนุกของใคร ๆ
แต่ข้านั้นก็มิได้สนใจ ใคร ๆ ต่างเพียงแค่กำลังพยายามหาความสุขจากผู้อื่นก็เท่านั้น
ใช่แล้ว ...ข้านั้นเข้าใจดี

ข้ารู้จักความยิ่งใหญ่ของข้าบนพื้นที่อันเป็นจุดยืนของข้าเอง ฯ

Thursday, November 28, 2013

The dimensions

ตาเราสามารถมองเห็นโลกเป็นภาพ 2 มิติ

     เมื่อเรามีตาสองข้างที่มองพุ่งตรงไปข้างหน้า และสมองเราสามารถตีความภาพ 2 มิติ ทั้งสองภาพให้รวมกันเป็นภาพเพียง 1 ภาพที่สามารถกะระยะแนวลึกได้ ทำให้เราเข้าใจภาพที่เราเห็นเป็น 3 มิติ

     มนุษย์เราพยายามอธิบายและศึกษาโลกในแนวสามมิติมาตลอดโดยเฉพาะในเชิงฟิสิกส์ แต่เรากลับพบว่ามันเป็นการอยากเหลือเกินที่จะอธิบายเพื่อหาคำตอบให้กับสมการ 3 ตัวแปร บ่อยครั้งเราจึงมักศึกษาลักษณะ 3 มิติโดยการ project ลงบนภาพ 2 มิติก่อน เพื่อให้เราสามารถเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น

แต่ความจริงแล้วโลกเราไม่ได้มีเพียง 3 มิติ

     เพียงแค่เราลองคิดเพิ่มไปอีก 1 มิติ คือ มิติที่เป็นมิติของเวลา มนุษย์หลายคนก็ไม่อาจจะทำความเข้าใจมันได้แล้ว บางทีอาจจะเข้าใจแต่ก็มักจะสับสน เมื่อเวลามีการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินั้นก็ย่อมเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ "ฉันอยากกินไอติม" เรื่องแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า "ฉันอยากกินไอติม" ตั้งแต่เมื่อวานนี้ หรือวันพรุ่งนี้ “ฉันอยากกินไอติม” อยู่เช่นเดิม เป็นต้น ในมิติของเวลาเช่นนี้ หลายคนชอบเลือกที่จะเก็บความทรงจำแบบ freeze มิติของเวลาเอาไว้ บางคนจึงผูกใจเจ็บเก็บความโกรธความไม่พอใจต่อบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ ในขณะที่ก็มีบางคนที่เชื่อมั่นในความดีของบางสิ่งบางอย่างเสียจนไม่ลืมหูลืมตา

นี่ยังไม่ได้พูดถึงมิติทางความคิด ความรู้สึกเลยนะเนี่ยะ

     ในขณะที่มนุษย์เราพยายามปรับความเป็นจริงหลายมิติ โดย project เพื่อลดมิติลงเรื่อย ๆ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่นั่นกลับทำให้สิ่งที่เราเข้าใจก็ไกลจากความเป็นจริงขึ้นทุกที

เมื่อไรเขาจะเลือนไปและเมื่อไรฉันจะอยู่ ...ในมิติของเธอ

Friday, September 13, 2013

วันนี้มีเรื่องปกติ

เช้านี้ไม่มีแดด

     แม่บ้านคนหนึ่งตื่นขึ้นมาซักผ้า ทำหน้าที่ดูแลบ้านและรับผิดชอบเรื่องในบ้านทั้งหมด ในขณะที่สามีออกไปทำงานนอกบ้านและจะกลับมาบ้านหลังตะวันตกดินในตอนเย็น ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างปกติที่สุดตลอดทั้งเช้า

เว้นแต่เพียงว่า เช้านี้ไม่มีแดด
.
.
.

บ่ายนี้ฝนกำลังตก

     ชายคนหนึ่งกำลังนั่งมองฝนตกริมหน้าต่างที่ร้านกับข้าวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับบริษัทที่เขาทำงานอยู่ เพียงข้ามถนนเท่านั้นเขาก็สามารถกลับไปทำงานต่อได้ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พกร่มมา เขาจึงได้แต่มองฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้ภายในช่วงเวลาพักกลางวัน
     อีกห้านาทีจะบ่ายโมงแล้ว เขาต้องรีบกลับไปบริษัทก่อนที่เขาจะเข้าทำงานรอบบ่ายสายเกินไป แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก บางทีเขาควรจะขอยืมร่มจากร้านกับข้าวแล้วเดินกลับไปที่บริษัทก่อน จากนั้นก็หยิบยืมร่มจากเพื่อนในบริษัทเพื่อถือร่มของร้านกับข้าวมาคืน แต่เขามีเวลาเพียงห้านาที ชายคนนั้นตัดสินใจขอยืมร่มของร้านกับข้าวเพื่อกลับบริษัทให้ทันเวลางาน
     ร้านกับข้าวใจดีบอกว่าไว้ค่อยเอาร่มมาคืนหลังเลิกงานก็ได้ ทุกอย่างที่บริษัทดำเนินไปได้อย่างปกติตลอดทั้งบ่าย

เว้นแต่เพียงว่า บ่ายนี้ฝนกำลังตก
.
.
.

เย็นนี้การจราจรติดขัด

     ตำรวจจราจรในชุดกันฝนสีส้มสว่างสดใสกำลังเดินท่ามกลางสายฝนบริเวณสี่แยกแห่งหนึ่ง เขาโบกไม้โบกมือกวักเรียกกลุ่มรถจากทางหนึ่งให้วิ่งไปอีกทางหนึ่ง ในขณะที่ต้องห้ามรถอีกฝูงที่กำลังจะวิ่งตัดเส้นทางกัน
     โชคดีที่วันนี้ฝนตก ควันพิษจากรถแต่ละคันถูกสายฝนชะลงบนพื้นถนน แม้ว่าจะเฉอะแฉะอยู่บ้าง แม้ว่าการทำงานของเขาจะลำบากกว่าเดิมเพราะถนนแออัดกว่าปกติ
     เขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเรื่องของฝนบนฟ้ามันเกี่ยวกับการจราจรได้อย่างไร แต่เขาก็ได้ออกมาทำหน้าที่ตามปกติ ดูแลหนึ่งในทางแยกที่มีอยู่นับพันในเมืองนี้ ไม่มีอุบัติเหตุ ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติแม้ว่าฝนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เว้นแต่เพียงว่า เย็นนี้การจราจรติดขัด
.
.
.

คืนนี้ไม่ต้องเปิดแอร์

     เด็กชายวัยเก้าขวบกำลังจะเข้านอนตอนสองทุ่มครึ่ง เขาเพิ่งทำการบ้านเสร็จเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน คุณครูให้การบ้านทุกวัน วันนึงประมาณสามถึงสี่วิชา เด็กชายนั่งทำการบ้านตั้งแต่อยู่บนรถยนต์ที่มีคุณพ่อเป็นคนขับ รถติดนิ่งอยู่หลายนาที เด็กชายเขียนหนังสือบนรถได้อย่างสบายใจ ในขณะที่คุณพ่อมีท่าทางเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
     กว่าจะถึงบ้าน การบ้านของเด็กชายก็เสร็จไปถึงสองอย่างแล้ว เด็กชายกลับถึงบ้านก็นั่งทำการบ้านต่อ ในขณะที่คุณแม่ก็จัดเตรียมอาหารเย็นไว้พร้อมแล้ว เด็กชายกินไปทำการบ้านไป แอบอู้ดูโทรทัศน์บ้าง กว่าจะเสร็จก็สองทุ่มเข้าไปแล้ว หลังจากการบ้านเสร็จ เด็กชายก็อาบน้ำ แปรงฟัน และเข้านอนก่อนสามทุ่มจนได้ ห้องนอนเย็นสบาย ฝนยังไม่หยุดตก แค่เปิดพัดลมเบา ๆ ก็นอนหลับสบายดีแล้ว
     วันนี้ฝนตกทั้งวัน แต่กิจวัตรทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างปกติดี ได้ดูโทรทัศน์ที่ตัวเองชอบ และการบ้านก็เสร็จเรียบร้อย

เว้นแต่เพียงว่า คืนนี้ไม่ต้องเปิดแอร์
.
.
.
.
.

ราตรีนี้ฉันฝันถึงเธอ

     ทุก ๆ วัน ฉันใช้ชีวิตตามปกติอย่างที่แต่ละวันควรจะเป็น ทุกอย่างสำเร็จตามเป้าหมาย เร็วกว่ากำหนดบ้าง ช้ากว่ากำหนดบ้าง แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ดูปกติที่สุดเหมือนในทุก ๆ วัน

เว้นแต่เพียงว่า ราตรีนี้ฉันฝันถึงเธอ

Tuesday, February 26, 2013

ศนันธฉัตร

ฉันชอบสีฟ้า ฉันชอบท้องฟ้า และฉันเกลียดความร้อน
ฉันก็เลยรักฝน เพราะฝนตกลงมาจากฟ้า
ช่วยบรรเทาความร้อนระอุลงไปได้มาก

แต่ฉันก็ไม่เคยบอกรักฝนนะ
ฉันกลัวว่าฝนจะตอบแทนความรักของฉันจนทำให้ฉันเปียกปอน
ฉันอาจจะไม่สบายเพราะเธอก็ได้

แปลกดีนะ ฝนที่ฉันรัก เมื่อสัมผัสกับพื้นก็เป็นเพียงแค่น้ำที่เจิ่งนอง
ฉันไม่ชอบเดินบนพื้นเฉอะแฉะ
ฉันเกลียดน้ำพวกนั้น ถึงแม้ว่าน้ำพวกนั้นจะเคยเป็นฝนที่ฉันรัก

ฉันทำให้ฝนเสียใจหรือเปล่านะ
ฉันขอโทษ
ไม่ว่ายังไง ฉันก็มั่นใจนะ ว่าฉันรักฝน

Tuesday, August 21, 2012

ฉันเอง…

มีคนบอกว่าฉันน่ารัก
มีคนบอกว่าฉันเก่ง
มีคนบอกว่าฉันมีสาระเสมอ
มีคนบอกว่าใครๆ ก็พึ่งฉันได้

ฉันก็เป็นอย่างที่เธอบอกนั่นแหละ
ฉันน่ารัก เพราะเธอเห็นฉัน
ฉันเก่ง เพราะเธอเห็นฉัน
ฉันมีสาระเสมอ เพราะเธอเห็นฉัน
ฉันพึ่งพาได้ นั่นก็เพราะเธอเห็นฉัน

แต่ฉันก็มีมุมมืดในจิตใจ
ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่ยิ้มรับกับเรื่องแย่ๆ ได้อย่างหน้าตาเฉย
ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่ให้กำลังใจใครต่อใคร ในวันเขารู้สึกว่าไม่มีใคร
ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่ตั้งใจฟัง ทุกสิ่งที่ใครๆ อยากให้มีใครสักคนเข้าใจ
ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่ได้ยิน แม้ในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด
...ในวันแย่ๆ ของเธอ เธอจะมีฉันเสมอ

แต่วันนี้ฉันสุดจะท้อแท้
ฉันก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ยิ้มรับกับเรื่องแย่ๆ ได้อย่างหน้าตาเฉย
ฉันก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ยังคอยให้กำลังใจใคร แม้วันที่ฉันรู้สึกว่าไม่มีใคร
ฉันก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ตั้งใจฟัง ทุกสิ่งที่ใครๆ อยากให้มีใครสักคนเข้าใจ
ฉันก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ยังได้ยิน สิ่งที่เขาไม่พูด
...ในวันแย่ๆ ของฉัน เธอก็จะยังมีฉันเสมอ

ฉันขอยืนยันว่าวันนี้ฉันท้อแท้ที่สุด
ฉันก็ยังน่ารัก อย่างที่เธอเห็นฉัน
ฉันก็ยังเก่ง อย่างที่เธอเห็นฉัน
ฉันก็ยังมีสาระ อย่างที่เธอเห็นฉัน
ฉันก็ยังพึ่งพาได้ อย่างที่เธอเห็นฉัน

. . . . . ตกลงแล้ว เธอเห็นฉันหรือเปล่านะ? . . . . .

Wednesday, November 30, 2011

Learn from the past : THE LION KING (1994)

Simba: I know what I have to do. 
         
but going back will mean facing my past.
          I've been running from it for so long.
[Rafiki hits Simba on the head with his stick]
Simba: Ow! Jeez, what was that for?
Rafiki: It doesn't matter. It's in the past. HAHAHA
Simba: Yeah, but it still hurts.
Rafiki: Oh yes, the past can hurt.
          But the from way I see it, you can either run from it,
          or... learn from it.

[Rafiki swings his stick at Simba again who ducks out of the way]
Rafiki: Ha. You see!!! So what are you going to do?

Wednesday, November 2, 2011

กำลังใจจากหนึ่งคนเชียร์

เพราะเธอนั้นมีค่า ความโศกเศร้าจึงไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรกับเธอ

ฉันตะโกนเชียร์เธอสุดเสียง
แต่เสียงของฉันอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์อีกนับร้อย

Cheer-U-up

ฉันอาจจะคิดว่า เธอได้รับกำลังใจมากมายแล้ว
ฉันอาจจะคิดว่า เสียงของฉันมันอาจไม่มีความหมาย
ฉันอาจจะคิดว่า หากฉันเงียบไป เสียงที่เธอได้ยินคงไม่ได้เบาลงสักเท่าไหร่

ณ ตอนนี้
ฉันก็ยังคงตะโกนเชียร์เธอต่อไป
แม้ว่าเสียงฉันอาจไม่สำคัญสักเท่าไหร่

แต่ฉันจะสนใจความสำคัญของฉันทำไม
ในเมื่อ...เธอคือคนสำคัญของฉัน

เธออาจจิตตกบ้าง
เธออาจรู้สึกไม่ดีบ้าง

…ไม่เป็นไรนะ…

เสียงเชียร์นี้จะดังต่อไป
จนกว่าใคร จะหมดลมหายใจกันไปข้างนึง

Monday, October 24, 2011

SHARING EFFECT

เด็กน้อยเห็น กอไผ่ ใคร่อยากรู้
รำพึงถาม อยากดู ในกอไผ่
พยายามมุด ส่องดู เพียงรำไร
เริ่มหาไม้ ควานลงไป ข้างในกอ

เขี่ยทางซ้าย เสียงดังก๊อก เหมือนของแข็ง
ตะโกนแสร้ง ว่าเป็นทอง แน่จริงหนอ
แยงทางขวา ไม่มีเสียง จิ้มสุดกอ
มิรั้งรอ ตะโกนบอก ไม่มีอะไร

มีพวกผอง เพื่อนชิด สนิมสนม
ตั้งตาชม คนจิ้มกอ ร่วมสงสัย
ได้ยินชัด ว่าในกอ มีอะไร
เชื่อทันใด ซ้ายมีทอง ขวาไม่มี

เพียงเสียงไม้ ความรู้สึก ของเด็กน้อย
วลีร้อย ส่งต่อ ไร้กังขา
บ้างยืนยัน ว่าเด็กน้อย เห็นกับตา
นี่แหละหนา คือฤทธิ์ ถ้อยคำคน

บ้างถ่ายรูป เด็กน้อย มุดกอไผ่
ยืนยันไป เขามุดดู เป็นสิบหน
ที่จริงแท้ เพียงอยากรู้ เหมือนเด็กซน
มหาชน เข้ารื้อไผ่ หมายเอาทอง

กอไผ่โค่น หักลง ไม่เหลือซาก
ยื้อและยุด ฉุดกระชาก ตามสนอง
เพียงพิสูจน์ ให้ทุกคน เข้ามามอง
จะมีทอง ในกอไผ่ ได้อย่างไร

กว่าจะรู้ กอไผ่ ก็สูญสิ้น
รากยังดิน คงจะฟื้น คืนไม่ไหว
เพียงเผยให้ มหาชน หายข้องใจ
กรรมกอไผ่ กรรมเด็กน้อย กรรมฝูงชน

บ่อน้ำตาตื้น

วันหนึ่ง ฉันก้มหน้าสะอื้นน้ำตาคลอ
ฉันเริ่มมองรอบๆ ตัว และมองดูผู้คนรอบกาย
ฉันรู้สึกว่า ทุกคนต่างก็มีปัญหา...
และดูเหมือนจะไม่มีใครว่างพอที่จะมาสนใจฉัน

หลายคนถามว่า "เป็นอะไรหรอ"
แต่ประโยคนั้น เหมือนเป็นเพียงแค่คำทักทาย
บทบรรยายความทุกข์ของฉันสลายไปกับสลายลม
ทุกคนต่างกำลังวุ่นวาย
ทุกคนต่างกำลังจัดการกับเรื่องของตัวเองและคนที่เขารัก

ฉันแปลกใจว่า ทำไมไม่มีคนสนใจฉัน
หรือฉันต้องร้องไห้เสียงดัง
...ไม่ได้...ฉันอายน้ำตาของฉัน

ฉันทำได้เพียงสะอื้นต่อไป
จนบางที...มันนานซะจนฉันลืมไปแล้วว่าฉันเสียใจเรื่องอะไร

ฉันพบว่า...ฉันไม่ได้อยากตอบว่าฉันเสียใจอะไร
ฉันเพียงต้องการใครสักคน
ที่ยิ้มให้ พร้อมกับยื่นเพียงทิชชู่ให้เช็ดน้ำตา

ฉันจะได้รู้ว่า...
ฉันก็มีค่า พอที่เขาจะให้ทิชชู่ฟรีๆ กับฉันสักแผ่น

Thursday, October 13, 2011

ครึ่งทางความรัก : ฉันเดินไปไม่สุดทาง

ณ สวนสนุกแห่งหนึ่ง

ชายร่างใหญ่อยู่ในชุดเสื้อยืดคอปกสีน้ำเงินเข้ม กางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบ กำลังนั่งอยู่บนม้าหินอ่อน พลางดูรูปในกล้องที่เพิ่งถ่ายมาไม่นานนี้

เขากำลังยิ้ม

ภาพในกล้องแทบจะไม่มีรูปตัวเอง…มันก็แน่ล่ะสิ เพราะเขาอยู่หลังกล้องตลอดนี่จะมีรูปของเขาได้ยังไง เขาเลื่อนดูรูปไปเรื่อยๆ ภาพทุกภาพในกล้องเป็นรูปของผู้หญิงผิวขาว หน้าบาน ตาโต ใบหน้าดูมีความสุข ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเล็กๆ ดังขึ้น

“พี่คะ หนูมาแล้ว” ผู้หญิงตาโตในรูปคนนั้นนั่นเอง
เธอเพิ่งลงมาจากเครื่องเล่นที่มองดูเหมือนรถไฟเหาะ เธอกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ใบหน้าสีชมพู บอกให้รู้ว่าเลือดสูบฉีดเพียงใดกับความตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน
“ฮ่าๆๆ ดูหน้าดิ ไปต่ออีกรอบป่าว” ชายคนนั้นถาม
“พี่จะไปด้วยป่ะล่ะ?” เด็กสาวเปรยขึ้น
“ไม่ดีกว่า พี่ว่าพี่อยู่ถือกระเป๋าให้ ถ่ายรูปเราตอนหน้าเหวอๆ ตรงนี้ดีกว่า”
“อิอิ พี่ก็งี้ทุกทีอ่ะ ไปเล่นอะไรต่อดีน้าาาา” สาวน้อยพูดเสียงใส แล้วเริ่มควานหาแผนที่สวนสนุกในกระเป๋า เพื่อดูว่ามีอะไรน่าเล่นอยู่ใกล้ๆ บ้าง
“แช๊ะ!! แช๊ะ!!” เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น แต่ตาโตๆ ก็ยังคงดูแผนที่ที่ไม่ค่อยจะเข้าใจ ก็เลยไม่ได้สนใจเสียงรอบข้าง พลิกแผนที่ไปมาสองสามรอบก่อนที่คิ้วจะเริ่มขมวดกัน

เพียงแค่ไม่กี่วินาที สาวน้อยก็เริ่มเลิกคิ้ว
“ตอนนี้เราอยู่ไหนอ่ะ” สาวน้อยหันมาถามชายหนุ่มที่บัดนี้มีกล้องตัวโตปิดหน้า เพราะเขากำลังถ่ายรูปใบหน้าคนดูแผนที่ไม่ออก
“เอ้ย!! ถ่ายเค้าทำไมตอนนี้ ลบเลยๆๆ”
“ฮ่าๆๆ ไม่ลบอ่ะ…ยังไง เอาแผนที่มาดูสิ๊” ชายหนุ่มสะพายกล้องแนบกับตัวแล้วเริ่มดูแผนที่
“เค้าอยากจะเล่นซุปเปอร์สแปลชอ่ะ ต้องเดินไกลป่าวเนี่ยะ”
“ก็คงไม่ไกลมั้ง นี่อ่ะตอนนี้เราอยู่ตรงนี้…ส่วนซุปเปอร์สแปลชก็… นี่!!” ชายหนุ่มบอกพลางใช้นิ้วไล่ไปบนแผนที่
“โอเค! ไปกันเถอะ อิอิ” รอยยิ้มเล็กๆ พร้อมแววตามุ่งมั่นปรากฎขึ้น…สาวน้อยเดินนำหน้ามุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย ซุปเปอร์สแปลช

“นั่นไงๆ เห็นแล้ว …โห สูงจัง” ดวงตาที่โตอยู่แล้วดูเหมือนจะโตขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ คนเยอะด้วยดิ คิวยาวหน่อยนะ” ชายหนุ่มบอก
“ไม่เป็นไร หนูรอได้ เพื่อความสนุก หนูสู้ตาย!”
“โอเวอร์ตลอดอ่ะ ผู้หญิงคนนี้” ชายหนุ่มแอบแซว “ยังไงก็ไปต่อแถวก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา มะกี้ตอนเดินผ่านมาเห็นไอติมน่ากิน เดี๋ยวซื้อมาฝาก รอแป้บนะ”
“โอเคค่าาาา” สาวตาโตตอบเสียงใส

ห้านาทีต่อมา ชายหนุ่มก็เดินกลับมาพร้อมไอศครีม
“อ่ะ! สุดสวย นี่รสวนิลาของโปรด” เขายื่นไอศครีมให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ จำได้ด้วย! อิอิ” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม “เอ้อ! อันนี้พี่มาเล่นด้วยกันมั้ย คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่มั้ง”
“ก็สูงอยู่น้าาา กลัวอยู่ดีอ่ะ…กลัวกล้องเปียกด้วยแฮะ” เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มเสียใจที่ต้องปฏิเสธไปแบบนี้ เพราะเขากลัวความสูง เขาไม่ค่อยชอบความเร็ว หรือเครื่องเล่นที่ทำให้เขาเวียนหัว
“อ่าาา ไม่เป็นไรค่ะ…เอ้า! งั้นรับนี่ไป” สาวน้อยโยนกระเป๋าให้ “ฝากหน่อยนะคะ”
“จ้า” ชายหนุ่มรับคำแล้วเริ่มมองหาที่นั่งสักแห่ง ที่จะนั่งดูรูปที่ถ่ายมาตลอดทางที่เดินมาเครื่องเล่นนี้ กับรูปตอนที่ยืนกินไอศครีมกันพร้อมกับคุยเรื่อยเปื่อย

ประมาณยี่สิบนาทีผ่านไป สาวน้อยกลับลงมาจากเครื่องเล่น เสื้อผ้าชื้นๆ แต่ไม่ถึงกับเปียก “สนุกมากเลยยยย อิอิ…อยากไปต่ออีกสักรอบ”
“ฮ่าๆๆๆ อ่ะ! กินนี่ก่อน เล่นมาทั้งวัน เพลินจนลืมเวลา” ชายหนุ่มยื่นข้าวกล่องให้ “พี่ว่าเดี๋ยวเรากินเสร็จไปถ่ายรูปกันตรงซุปเปอร์สแปลชตอนที่น้ำกระจายๆ นั่นดีกว่า…น่าจะสวยดี อิอิ”
“อื้อๆ เอาสิๆ” สาวน้อยยิ้มรับอย่างร่าเริง

“เอ่อ…ขอโทษครับ ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้มั้ย” ชายหนุ่มวานให้ผู้ชายสูงวัยคนนึงถ่ายรูปให้ “เดี๋ยวถ่ายตอนที่น้ำกระจายพอดีนะครับ ขอบคุณครับ”
“เอาล่ะน้าาา 1 2 3” เสียงชัตเตอร์ดัง ภาพถ่ายคู่ภาพแรกของวันนี้ก็ถูกถ่ายขึ้น
“เห็นหนุ่มสาวมาเที่ยวด้วยกันแบบนี้แล้วมันครึกครื้นดีเนอะ…กุ๊กกิ๊กน่ารักดี”
“อิอิ ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ…นี่พี่ชายหนู” สาวน้อยแก้ต่างไม่ให้ใครเข้าใจผิด
“อ่าว พี่น้องกันหรอกหรอ” ชายสูงวัยถามด้วยความสงสัย
“ฮ่าๆๆ ใช่ครับ พี่น้องกัน” ชายหนุ่มตอบ
.
.
ทั้งสองต่างไม่กล้าที่จะสบตากัน
เพราะเรา…ไม่ใช่พี่น้องกันสักหน่อย
.
.
.

HalfLove

ฉันรักเธอนะ
ฉันรักเธอนะ
เธอเป็นคนน่ารัก มีเธออยู่ด้วยฉันรู้สึกอุ่นใจ ฉันมีความสุข
เธอเป็นคนน่ารัก มีเธออยู่ด้วยฉันมีความสุข เธอทำให้ฉันยิ้มได้

ฉันรักเธอนะ
ฉันรักเธอนะ
เธอเป็นคนดี ฉันดีใจที่ได้พบเจอคนอย่างเธอ
เธอเป็นคนอ่อนหวาน ฉันดีใจที่ฉันได้อยู่ในสายตาเธอ

ฉันรักเธอนะ
ฉันรักเธอนะ
เธอเป็นคนสำคัญของฉัน ฉันรู้ว่าเธอจะดูแลฉันได้ดีที่สุด

เธอเป็นคนสำคัญของฉัน ฉันรู้ว่าฉันจะดูแลเธอได้ดีกว่าใครๆ

ฉันรักเธอนะ
ฉันรักเธอนะ
บางทีฉันก็อยากให้เธอไปอยู่ข้างกัน เวลาที่ฉันไปเล่นสนุก เราจะได้สนุกด้วยกัน
บางทีฉันก็อยากให้เธอชวนฉัน ไปนั่งเล่นกันเพลิน มองธรรมชาติด้วยกัน

ฉันรักเธอนะ
ฉันรักเธอนะ
ฉันกลัวเธอจะเบื่อฉัน …ที่ต้องนั่งรอ ในขณะที่ฉันสนุกอยู่คนเดียว
ฉันกลัวเธอจะเบื่อฉัน …ที่ฉันนั่งรอ แล้วไม่คิดจะไปสนุกด้วยกันกับเธอ

แต่ฉันอยากบอกเธอว่าฉันรักเธอนะ …เพราะฉันรู้ว่าเธอรักฉันมากที่สุด
แต่ฉันอยากบอกเธอว่าฉันรักเธอนะ …เพราะเธอคือคนที่ฉันรักมากที่สุด

Sunday, October 9, 2011

สองสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ

เวลาที่ผมอัพ Status ใน Facebook
เวลาที่ผมเริ่มจะ Tweet ใน Twitter
เวลาที่ผมเริ่มจะเขียน Blog
ผมพบว่ามีอยู่สองเรื่องที่จะต้องพิมพ์แล้ว พิมพ์อีก
อ่านแล้ว อ่านอีก
ลบแล้ว ลบอีก

หนึ่งคือ “ความรัก”
ความรักเป็นแค่เรื่องของคนสองคน
แต่มีคนมากมายพยายามมายุ่ง
...คนมากมายเหล่านั้น ไม่มีวันเข้าใจ

สองคือการเมือง
การเมืองเป็นเรื่องของคนทุกคน
แต่คนมากมายพยายามไม่ยุ่ง
...คนมากมายเหล่านั้น ก็ไม่มีวันเข้าใจ