Showing posts with label บอกเล่า. Show all posts
Showing posts with label บอกเล่า. Show all posts

Tuesday, September 24, 2013

สังคม-ตลาด-หมูปิ้ง-เพลงชาติ

     ณ ตลาดแห่งหนึ่งที่มีผู้คนพลุกพล่านในยามเช้า บางคนกำลังอยู่ระหว่างการมุ่งหน้าเดินทางไปทำงาน บางคนก็กำลังออกมาเดินจ่ายตลาดอย่างแม่บ้านทั่วไป ร้านแผงลอยเนืองแน่นเต็มสองข้างทาง บ้างก็เกยเลยล้นออกมาเบียดกินถนนไปหนึ่งเลนจนทำให้รถราที่วิ่งผ่านเส้นทางนี้ต้องชะลอความเร็วลง ภาพบรรยากาศเช่นนี้ทำให้ตลาดที่ดูจ้อกแจ้กจอแจยิ่งดูเนืองแน่นขึ้นไปอีก พ่อค้าแม่ค้าแข่งกันตะโกนเรียกลูกค้า ตั้งแต่ร้านขายข้าวแกงปากทางเข้าตลาด ร้านขายขนมที่อยู่ข้าง ๆ กัน ปาท่องโก๋ โรตีสายไหม และร้านเค้กที่ดูน่าอร่อย ต่างส่งเสียงเชิญชวนและส่งกลิ่นยั่วยวนตลอดทาง
    
ฉันเดินเลี่ยงตลาดออกมาใช้อีกเส้นทางหนึ่งที่ขนานกัน ในวันอาทิตย์ที่ผู้คนบางตา ทางเดินนี้จะแลดูแคบกว่าทางเดินในตลาด แต่ในวันทำงานทั่วไป ทางเดินนี้กลับดูกว้างขวางและผู้คนก็สามารถเดินสวนกันได้สบายกว่าทางเดินในตลาดมาก บนเส้นทางนี้ดูเหมือนทุกคนต่างก็เร่งรีบ ฉันคิดว่าคนที่ใช้เส้นทางนี้คงเป็นเพียงแค่คนสัญจรผ่านตลาดเท่านั้น ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจะเที่ยวชมหรือแวะซื้อของในตลาด ทั้งสองเส้นทางได้แบ่งแยกผู้คนออกเป็นสองกลุ่มโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีป้ายบอก
     เส้นทางขนานตลาด “สายเร่งรีบ” นี้ไม่ค่อยมีของขาย จะมีก็เพียงแค่ร้านน้ำมะพร้าวสดที่ขายเคียงกับร้านน้ำส้มคั้นสด ผู้คนที่เร่งรีบเดินผ่านโดยแทบจะไม่มีคนให้ความสนใจร้านค้าทั้งสอง แต่ถัดไปอีกเพียงประมาณสี่ถึงห้าเมตร มีร้านขายหมูปิ้ง ร้านนี้กลับไม่เงียบเหงาเหมือนร้านขายน้ำที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมา
     คนเดินผ่านไปผ่านมาแวะซื้อหมูปิ้งคนละสองสามไม้ บ้างก็ซื้อข้าวเหนียวด้วย ฉันคิดว่าหมูปิ้งสามารถจัดเป็น Fast Food แบบไทย ๆ ได้เลย เพราะขายคล่องมากบนทางเดินเส้นนี้ ตรงนี้อาจจะเป็นข้อคิดได้สำหรับคนที่สนใจธุรกิจได้ไม่มากก็น้อย แต่เรื่องที่ทำให้ฉันต้องเก็บมาคิดในวันนี้ มันเกิดขึ้นต่อจากนี้ต่างหาก

“ธงชาติและเพลงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย
เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ
ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและความเสียสละของบรรพบุรุษไทย”

     หลังสิ้นเสียงเกริ่นนำ ฉันก็เดินมาถึงหน้าร้านขายหมูปิ้งพอดิบพอดี ฉันหยุดเดินและหันหน้าไปในทิศของต้นเสียง แม้ว่าฉันจะไม่เห็นเสาธงสักต้น แต่ฉันก็เชื่อว่าฉันกำลังจะยืนตรงเคารพธงชาติที่กำลังจะถูกชักขึ้นสู่ยอดเสาที่ไหนสักแห่ง
     ภายใต้สภาวะที่ฉันกำลังหยุดนิ่งเพื่อเคารพสิ่งที่ฉันเรียกว่า “ชาติ” บรรยากาศรอบตัวกลับกำลังตกอยู่ในห้วงความรู้สึกสุดประหลาด ผู้คนอีกหลายคนกำลังสอดส่ายสายตาในเชิงประเมินว่าเขาควรทำตัวเช่นไร เขาควรจะหยุดยืนตรงหรือไม่ หรือเขาควรจะเดินต่อไปในเส้นทางสายเร่งรีบ เพื่อให้เส้นทางสายนี้ยังคงดูเร่งรีบเช่นเดิม บรรยากาศวัดใจเช่นนี้เกิดขึ้นในช่วงท่อนที่หนึ่งและสองของบทเพลง และหลังจากนั้น ทุกคนก็หยุดเดิน แม้จะดูไม่ค่อยสงบนิ่งสักเท่าไรแต่ถนนเส้นนี้ รวมไปถึงในตลาด ก็แลดูจะหยุดนิ่งเพื่อชาติเป็นเวลาหนึ่งบทเพลง
     ช่วงเวลาหนึ่งบทเพลงที่ทุกคนเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อเวลาของชาติ ฟังดูแล้วก็ดูยิ่งใหญ่ทีเดียว แม้ว่าฉันไม่แน่ใจนักว่าผู้คนที่เร่งรีบเหล่านั้นเขาเต็มใจที่จะเสียสละเวลานี้หรือไม่ ภายในหนึ่งบทเพลงใช้เวลาไม่น่าเกินหนึ่งนาที หมูปิ้งบางไม้ที่วางอยู่บนเตาไม่อาจจะทนความร้อนได้นานขนาดนั้น มันเริ่มไหม้ คนขายหมูปิ้งยืนมองเหมือนรู้ว่ามีไม้ไหนจะไหม้แล้วบ้าง แต่เขาก็ไม่เอื้อมมือไปพลิกหมูไม้นั้น เขายังคงยืนตรงสงบนิ่งให้จนบทเพลงแสดงความเป็นชาติเพลงนั้นจบลง เขาจึงเอื้อมมือไปคว้าหมูปิ้งที่ไหม้ทิ้งไป ฉันมองด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง

     บางที การปล่อยให้หมูปิ้งไหม้ทิ้งไป มันก็ดูเป็นการกระทำที่โง่เขลา

     บางที เพียงแค่เขาเอื้อมมือมาจัดการพลิกมักสักไม่กี่วินาที ก็คงไม่เสียของ

     บางที การเสียหมูปิ้งไปนั้น ก็อาจนับเป็นการเสียสละเพื่อชาติก็ได้

     แม้ว่าผู้คนจะเร่งรีบ
     แม้ว่าฉันจะไม่มั่นใจว่าเขาเต็มใจจะเสียสละเวลาหนึ่งบทเพลงเพื่อชาติหรือไม่
     แต่ฉันมั่นใจว่า ก็ยังมีคนที่ภาคภูมิใจและพร้อมจะเสียสละเพื่อชาติได้
    
แม้บางทีมันอาจจะดูไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ก็ตาม

Friday, September 13, 2013

วันนี้มีเรื่องปกติ

เช้านี้ไม่มีแดด

     แม่บ้านคนหนึ่งตื่นขึ้นมาซักผ้า ทำหน้าที่ดูแลบ้านและรับผิดชอบเรื่องในบ้านทั้งหมด ในขณะที่สามีออกไปทำงานนอกบ้านและจะกลับมาบ้านหลังตะวันตกดินในตอนเย็น ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างปกติที่สุดตลอดทั้งเช้า

เว้นแต่เพียงว่า เช้านี้ไม่มีแดด
.
.
.

บ่ายนี้ฝนกำลังตก

     ชายคนหนึ่งกำลังนั่งมองฝนตกริมหน้าต่างที่ร้านกับข้าวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับบริษัทที่เขาทำงานอยู่ เพียงข้ามถนนเท่านั้นเขาก็สามารถกลับไปทำงานต่อได้ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พกร่มมา เขาจึงได้แต่มองฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้ภายในช่วงเวลาพักกลางวัน
     อีกห้านาทีจะบ่ายโมงแล้ว เขาต้องรีบกลับไปบริษัทก่อนที่เขาจะเข้าทำงานรอบบ่ายสายเกินไป แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก บางทีเขาควรจะขอยืมร่มจากร้านกับข้าวแล้วเดินกลับไปที่บริษัทก่อน จากนั้นก็หยิบยืมร่มจากเพื่อนในบริษัทเพื่อถือร่มของร้านกับข้าวมาคืน แต่เขามีเวลาเพียงห้านาที ชายคนนั้นตัดสินใจขอยืมร่มของร้านกับข้าวเพื่อกลับบริษัทให้ทันเวลางาน
     ร้านกับข้าวใจดีบอกว่าไว้ค่อยเอาร่มมาคืนหลังเลิกงานก็ได้ ทุกอย่างที่บริษัทดำเนินไปได้อย่างปกติตลอดทั้งบ่าย

เว้นแต่เพียงว่า บ่ายนี้ฝนกำลังตก
.
.
.

เย็นนี้การจราจรติดขัด

     ตำรวจจราจรในชุดกันฝนสีส้มสว่างสดใสกำลังเดินท่ามกลางสายฝนบริเวณสี่แยกแห่งหนึ่ง เขาโบกไม้โบกมือกวักเรียกกลุ่มรถจากทางหนึ่งให้วิ่งไปอีกทางหนึ่ง ในขณะที่ต้องห้ามรถอีกฝูงที่กำลังจะวิ่งตัดเส้นทางกัน
     โชคดีที่วันนี้ฝนตก ควันพิษจากรถแต่ละคันถูกสายฝนชะลงบนพื้นถนน แม้ว่าจะเฉอะแฉะอยู่บ้าง แม้ว่าการทำงานของเขาจะลำบากกว่าเดิมเพราะถนนแออัดกว่าปกติ
     เขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเรื่องของฝนบนฟ้ามันเกี่ยวกับการจราจรได้อย่างไร แต่เขาก็ได้ออกมาทำหน้าที่ตามปกติ ดูแลหนึ่งในทางแยกที่มีอยู่นับพันในเมืองนี้ ไม่มีอุบัติเหตุ ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติแม้ว่าฝนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เว้นแต่เพียงว่า เย็นนี้การจราจรติดขัด
.
.
.

คืนนี้ไม่ต้องเปิดแอร์

     เด็กชายวัยเก้าขวบกำลังจะเข้านอนตอนสองทุ่มครึ่ง เขาเพิ่งทำการบ้านเสร็จเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน คุณครูให้การบ้านทุกวัน วันนึงประมาณสามถึงสี่วิชา เด็กชายนั่งทำการบ้านตั้งแต่อยู่บนรถยนต์ที่มีคุณพ่อเป็นคนขับ รถติดนิ่งอยู่หลายนาที เด็กชายเขียนหนังสือบนรถได้อย่างสบายใจ ในขณะที่คุณพ่อมีท่าทางเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
     กว่าจะถึงบ้าน การบ้านของเด็กชายก็เสร็จไปถึงสองอย่างแล้ว เด็กชายกลับถึงบ้านก็นั่งทำการบ้านต่อ ในขณะที่คุณแม่ก็จัดเตรียมอาหารเย็นไว้พร้อมแล้ว เด็กชายกินไปทำการบ้านไป แอบอู้ดูโทรทัศน์บ้าง กว่าจะเสร็จก็สองทุ่มเข้าไปแล้ว หลังจากการบ้านเสร็จ เด็กชายก็อาบน้ำ แปรงฟัน และเข้านอนก่อนสามทุ่มจนได้ ห้องนอนเย็นสบาย ฝนยังไม่หยุดตก แค่เปิดพัดลมเบา ๆ ก็นอนหลับสบายดีแล้ว
     วันนี้ฝนตกทั้งวัน แต่กิจวัตรทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างปกติดี ได้ดูโทรทัศน์ที่ตัวเองชอบ และการบ้านก็เสร็จเรียบร้อย

เว้นแต่เพียงว่า คืนนี้ไม่ต้องเปิดแอร์
.
.
.
.
.

ราตรีนี้ฉันฝันถึงเธอ

     ทุก ๆ วัน ฉันใช้ชีวิตตามปกติอย่างที่แต่ละวันควรจะเป็น ทุกอย่างสำเร็จตามเป้าหมาย เร็วกว่ากำหนดบ้าง ช้ากว่ากำหนดบ้าง แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ดูปกติที่สุดเหมือนในทุก ๆ วัน

เว้นแต่เพียงว่า ราตรีนี้ฉันฝันถึงเธอ

Saturday, June 23, 2012

Bangkok Bus

     ในวันนี้ตอนเย็นๆ ที่ผ่านมาประมาณ 5 โมงเย็น บนรถเมล์สาย 36 มีคนเบียดเสียดมาก ผมขึ้นไปแล้วได้ยืนตรงบันไดพอดี

     เมื่อรถเมล์วิ่งไปประมาณ 20เมตร ก็ติดไฟแดง ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นจากที่นั่ง แทรกตัวเบียดออกมาที่ประตู จนถึงจุดที่ผมขวางอยู่ แล้วพูดกับผมอย่างไพเราะว่า "ขอโทษค่ะ ขอทางด้วย" ผมเงยหน้าขึ้นแล้วพยายามจะหาทางหลบให้

ในใจผมจึงเริ่มมีคำถามขึ้นมาคือ
๑. ป้ายหน้ามันเลยไฟแดงนี้ไปอีกตั้งแยกนึงนะ คุณพี่จะรีบลุกมายืนเบียดทำไม?
๒. จะหลบไปไหนทางไหนได้วะเนี่ยะ?

     ผมเห็นว่าเก้าอี้ที่ผู้หญิงคนนี้ลุกขึ้นมา ตอนนี้ก็ยังว่างเปล่า ถ้ามีใครสักคนนั่งลงไป แล้วทุกคนขยับเข้าไปคนละหนึ่งสเตป ผมก็คงได้ขึ้นมายืนข้างบนตัวรถแล้วให้เจ๊แกไปยืนที่บันไดแทน ผมจึงบอกกับน้องนิสิตหญิงที่อยู่ใกล้ๆ ว่า “น้องครับ ทางนู้นว่าง ถอยไปนั่งมั้ยครับ” น้องคนนั้นหันมาแล้วตอบกับผมแบบห้วนๆ ว่า “ลง!” ผมจึงพยักหน้าประกอบกับเจ๊ผู้หญิงคนที่ขอทางแกก็ขยับลงมาที่บันไดแล้ว ผมก็เลยแทรกตัวปีนขึ้นมาอยู่บนตัวรถแทนที่เจ๊แกเป็นอันสำเร็จ

     จากนั้นรถเมล์เริ่มขยับเคลื่อนตัวผ่านแยกไฟแดงนี้ไป เจ๊ผู้หญิงที่บัดนี้ลงไปอยู่ตรงบันไดแล้ว ไม่สามารถที่จะกดกริ่งลงได้ จึงพูดกับผมว่า “ช่วยกดกริ่งให้หน่อยค่ะ” ผมก็เลยกดให้แบบงงๆ พร้อมกับคำถามที่สามผุดขึ้น

๓. ป้ายหน้ามันอีกตั้งไฟแดงนึงนะ ให้มันพ้นไฟแดงหน้าก่อนดีหรือเปล่า?

     พอสิ้นเสียงกริ่ง กระเป๋ารถเมล์ที่ตัวลีบไหลไปเก็บเงินอยู่หน้ารถแล้วก็ตะโกนว่า “ใครกดกริ่งคะ ไม่จอดนอกป้ายนะคุณ” พร้อมกับที่ผู้โดยสารประมาณ 6-7 คนหันมามองหน้าผมด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าในอารมณ์ที่เหมือนกับต้องการจะพูดว่า “ใครกดวะ (เพื่อนกูป่าว)”

“คือ…กูรู้ กูก็สงสัยเหมือนเมิงแหละว่าจะรีบกดทำไม แต่กูกด ก็ไม่ใช่ว่ากูจะลงไง”

     ผมก็ได้แต่ยืนยอมรับสภาพไปว่าผมนี่แหละเป็นคนที่กดกริ่งเมื่อครู่นี้

     รถเมล์ยังคงวิ่งต่อไปในสภาพรถที่อึดอัด และสำหรับตัวผมแล้วบรรยากาศในรถตอนนี้ก็อึดอัดไม่แพ้กับสภาพรถเลย จากนั้นเมื่อรถเลี้ยวโค้งผ่านแยกไฟแดงที่สอง ป้ายหน้าอยู่ห่างไปอีกเพียง 20 เมตร กลุ่มคนกลุ่มนึงหน้ารถที่หันมามองผมตอนที่ผมกดกริ่ง ก็เริ่มขยับตัวแทรกกลุ่มคนที่ยังไม่ได้จะลงป้ายนี้เข้ามาใกล้ผม จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผู้ชายคนนึงที่เดินนำหน้ามาพูดขึ้นว่า “ขอทางหน่อยครับ ผมลงป้ายนี้”

“อ้าว เฮ้ย เมื่อกี้มึงยังมองหน้ากูอยู่เลยว่ากูรีบกด
มึงก็น่าจะคิดว่ากูลงป้ายนี้ดิวะ มึงจะมาขอทางทำไม
เชรด~ มึงรู้ว่ากูไม่ได้จะลง แล้วสายตามึงที่มองกูก่อนหน้านี้มันคืออะไร?”

ผมก็เลยมองซ้ายมองขวา คำถามที่ ๒ ก็ดังขึ้นในหัวผมอีกครั้ง ผมหันกลับไปข้างหลัง ณ ที่นั่งที่เจ๊คนแรกลุกออกมา ที่นั่งนั้นก็ยังว่างอยู่ รายล้อมไปด้วยพ่อหนุ่มสุภาพบุรุษ 5 คนที่พร้อมใจกันยืนแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเต็มที่ เสี้ยววินาทีที่ผมเอียงตัวถอยหลัง เพื่อให้พื้นที่กับกลุ่มคนที่ขอทางข้างหน้า ก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากข้างหลังว่า “ขอทางหน่อยค่ะ”

“คือ…รถยังไม่จอดเรยยยย พวกเมิงจะรีบมาออกันหน้าประตูทำไมวะครับ”

ผมอยากจะหลบให้พวกคุณ แบบฉากหลบเลเซอร์นาทีที่ 1.40 นี่เลยจริง

Sunday, May 27, 2012

Waiting for…

เคยรู้สึกแบบนี้มั้ย?

.

.

.

ใครโทรมาหาตอนนี้
ฉันจะรักเลย

Monday, May 14, 2012

บอกรัก

     “ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้คือปลายทางของความรักครั้งนี้แล้วสินะ” ผมพูดกับตัวเองในขณะที่จินตนาการล่องลอยออกไปนอกหน้าต่างรถทัวร์ ภาพของผมเป็นวิวของแสงไฟยามค่ำจากเสาไฟฟ้ารายทางที่กำลังโบยบินผ่านสายตาของผมออกไปดวงแล้วดวงเล่า ทว่า ภาพในหัวผมกลับเลยไกลออกไป ทำให้เห็นแต่ความมืดมิดบนท้องฟ้า

     เมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่ผมจะมาอยู่บนรถคันนี้ ผมเพิ่งพูดกับผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในโลกคนนึง ด้วยคำพูดที่คิดมาเป็นอาทิตย์

พี่ขอคุยด้วยแป้บนึงสิ เรื่องจริงจังนะ คือว่า…พี่จริงจังนะ
หมายถึงพี่จริงจังกับเรามากนะ ตั้งแต่แรกเจอนั่นแหละ
มี
คนเคยบอกว่า คนเรามักทำอะไรผิดพลาดต่อหน้าคนที่เรารัก
พี่ก็คงเป็นคนนึงที่ทำอะไรผิดพลาดมาตลอดเวลาต่อหน้าเรา
พี่พยายามทำทุกๆ อย่างที่จะบอกว่าพี่รักเรามากแค่ไหน
พี่พยายามหาจังหวะที่จะบอกว่าพี่รักเรามากแค่ไหน
แต่ด้วยบุคคลิกพี่ พี่ดูจริงจัง…แม้จะพูดอะไรไร้สาระก็ดูจริงจัง
ถ้าพี่พูดอะไรไม่มีเหตุผล พี่ก็จะถูกมองว่าเล่นๆ ไม่จริงจังไปเลย
แล้ว “ความรัก” มันก็ไม่มีเหตุผล
ทุกครั้งที่พี่พูดกับเรา มันก็คงจะดูเหมือนว่าพี่ทำเล่นๆ
ไม่จริงจัง ไม่จริงใจ … พี่เองก็ไม่รู้จะทำยังไงกับปัญหานี้เหมือนกัน

แต่พี่ก็พยายามทำด้วยการกระทำให้เห็นนะ
พี่ไม่เคยดูงานโค้ฟเวอร์ไหน ไม่เคยไปงานโค้ฟเวอร์ไหนเลยสักครั้ง
ที่พี่ไปทุกครั้งก็เพราะพี่จะไปหาเรานั่นแหละ
พี่ซื้อกล้องใหม่ ฝึกถ่ายรูป หัดถ่าย portrait ก็เพราะอยากจะถ่ายเราอ่ะ
พี่ทำทุกอย่างก็เพื่อเรา เพราะอยากจะเข้ามาใกล้เรา
อยากให้ใกล้พอที่จะได้ยินเสียงความต้องการของเรา จะได้ดูแลเรา
ความต้องการที่แม้แค่เสียงกระซิบให้พี่ได้ยิน พี่ก็อยากจะหามาให้
พี่เคยคิดว่าพี่ทำแล้วทุกอย่าง และพี่ก็บอกให้รู้ด้วยแล้วทุกอย่าง

แต่รู้มั้ย…พี่ก็คงจะพลาดไปจริงๆ
พี่อาจจะทำให้รู้ พี่อาจจะเคยพูดว่ารัก แต่คำนั่นก็เหมือนแค่คำพูดลอยๆ
สิ่งที่พี่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ตั้งแต่วันแรกจนพี่เพิ่งจะได้ทำวันนี้
ก็คือบอก…บอกด้วยความรู้สึกในใจของพี่
ว่า…“พี่รักเรานะ”

     ฟังดูดีมั้ย…

     จบได้ดีมั้ย…

     เปล่าหรอก…

     ประโยคสุดท้ายผมไม่ได้พูดออกไป…

     เพราะมีเสียงหนึ่งพูดขึ้นก่อนว่า “เค้าก็ไม่รู้จะพูดไงนะ คือเค้าอ่ะรู้นะ รู้มาตลอดเหมือนกัน ว่ามีพี่ชายคนนึงดูแลเค้าอยู่อ่ะ เค้าก็ขอบคุณมาก ขอขอบคุณมากจริงๆ แต่เค้าก็ไม่รู้จะทำยังไงอ่ะ เค้าก็ไม่อยากให้เสียใจ…”

     “พี่เข้าใจครับ”

     ตอนนี้หัวใจของผมก็คงกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ในความมืดที่ไหนสักแห่ง

Monday, February 20, 2012

ยังแก่ไม่ได้

พี่เอกกี้: น้องบี (นามสมมติ) อยู่ปีรัยแล้วอ่ะ? จะจบยังนะ?
น้องบี : ยัง…อยู่ปีสอง
พี่เอกกี้: อ่าว ไม่ใช่ปีสามหรอ งงรุ่นแล้ว
น้องบี : ย้ายมาจากมหาสารคามอ่ะ
พี่เอกกี้: อ่อ ก็ว่าทำไมช้าไปปีนึง นึกว่าพี่แก่แล้วหลงๆ ลืมๆ ซะอีก
น้องบี : เหอๆ
พี่เอกกี้: ยังไม่แก่เนอะ
น้องบี : สงสัยพี่เอกกี้จะแก่แล้วจริงๆ
พี่เอกกี้: เอ้ย…ยังดิ ยังแก่ไม่ได้ รอน้องเป็ดน้อย (นามสมมติ) อยู่
น้องบี : จร้า สวดยอด
พี่เอกกี้: ฮ่าๆๆ
น้องบี : แล้วน้องเขาว่าไงอ่ะ?
พี่เอกกี้: ว่าไงล่ะ? ก็ปีแรกบอกว่า “นั่นแหละๆ ทำใจเหอะ”
น้องบี : . . .
พี่เอกกี้: ปีที่ต่อมาบอกว่า “คนไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่ใช่อ่ะ”
น้องบี : . . .
พี่เอกกี้: ปีที่แล้วบอกว่า “ก็รักแบบพี่ชาย จะให้เค้าทำยังไงอ่าาาา”
น้องบี: . . .
พี่เอกกี้: เดี๋ยวปีนี้ก็ว่าจะถามใหม่ ฮ่าๆๆๆ
น้องบี : . . .
พี่เอกกี้ : จะให้จนเธอกว่าเธอจะรัก บอกรักเธอจนกว่าเธอนั้นจะยอม…

น้องบี : 55555555555555555555
พี่เอกกี้: แต่คนไม่ได้อยู่ด้วยกันอ่ะนะ ก็คงยาก
น้องบี : . . .
พี่เอกกี้: แต่ไม่เป็นไรหรอก ก็เค้ารักของเค้าอ่ะ  (>///<
น้องบี : อิอิ

(ควันหลงวาเลนไทน์นิดๆ คัดลอกมาจากบทสนทนาจริงๆ บนเฟสบุค)

Tuesday, February 7, 2012

4 คำศักดิ์สิทธิ์

เชย, เยี่ยม, ยาก, ยอม

     หลายคนคงเคยได้ยินผมใช้ 4 คำนี้บ่อยๆ เรียกว่าเป็นคำติดปากผมเลยก็ได้ สำหรับคนอื่นที่ยังไม่รู้จักกันดี อาจจะคิดว่า “มันคิดอะไรของมันวะ” หรือ “หมายความว่าไงวะ” หรือ “ยังไงของมันวะ” แน่ๆ ถึงอย่างไรผมก็มีความเชื่อว่า คนที่รู้จักผมจริงๆ น่าจะเข้าใจกันดี

ผมมีนิสัยอยู่อย่างนึงที่แก้เท่าไหร่ก็ไม่หาย นั่นคือ ผมติดการอธิบายอย่างละเอียดละออ

     ครั้งหนึ่งมีน้องคนหนึ่งถามผมว่า “จะหาซื้อแฮนดี้ไดรฟ์อันใหม่ ควรเลือกความจุสักเท่าไหร่ดี” ผมกลับตอบแบบวิเคราะห์รายละเอียด ตั้งแต่ขนาดที่มีขาย, ช่องว่างของราคาในแต่ละช่วงความจุ, ความจุที่ผมแนะนำ, เหตุผลที่แนะนำความจุนั้น รวมไปถึงการยกตัวอย่างขณะใช้งานจริงๆ ปัญหาที่เคยเจอมากับตัว แล้วยังลากยาวไปถึงอธิบายลักษณะการเก็บข้อมุลของคอมพิวเตอร์ ที่เป็น FAT32และNTFS แถมด้วยข้อมูลการเก็บรักษาแฮนดี้ไดรฟ์ …ใช้เวลาอธิบายหลายนาที ทั้งๆ ที่สามารถตอบแค่ความจุที่แนะนำไปเท่านั้นจบ
     และอีกหลายต่อหลายครั้ง ที่เป็นแบบนี้… จนเคยมีคนพูดว่า

“แกจริงจังไปป่าว”
“หยุดวิชาการสักห้านาทีได้ป่ะ?”
“ขอย่อๆ ได้ป่ะ?”

     มีน้องคนนึงให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาว่า

     “พี่ก็ไม่ต้องให้เขารู้ทุกอย่างก็ได้ พี่ชอบสอนให้เขาคิดเอง ตัดสินใจเอง …แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบพี่ ที่ต้องรู้ลึกถึงเหตุผลที่มา ลากยาวไปถึงต้นกำเนิดขนาดนั้น …คนส่วนใหญ่เขาต้องการรู้แค่คำตอบ คำแนะนำ จากพี่… หลายอย่างเขาไม่จำเป็นต้องรู้ไง แต่พี่ก็ชอบอธิบาย”

     ผมถึงได้ตระหนักว่า ก็คงเป็นจริงอย่างนั้น… การอธิบายสิ่งที่คนอื่นรู้สึกว่าไม่จำเป็น มันคงเป็นเรื่องน่าเบื่อมากเลย ผมจึงเริ่มที่จะพูดให้น้อยลง แสดงความเห็นแบบตรงๆ ไม่ใส่รายละเอียด ทำให้เกิด 4 คำติดปาก ที่ผมขอเรียกมันว่า 4 คำศักดิ์สิทธิ์ ของผม

     ทั้งสี่คำนั้น ผมใช้เพื่อหลีกเลี่ยงตัวเองจากการอธิบายอะไรที่มันยืดยาวเกินความจำเป็น เพราะทุกครั้งที่ผมเริ่มอธิบาย ผมมักจะเริ่มจากข้อยกเว้นเสมอ ทำให้พอเริ่มอธิบาย คนฟังจะตั้งคำถามขึ้นในทันที การอธิบายจึงต้องดำเนินต่อไป ต่อไป และต่อไป…
ถ้าโชคดี…คนฟังมีสมาธิอยู่ฟังจนจบ เราจะเข้าใจกันและเข้าใจว่าผมคิดละเอียดมากเพียงใด
ถ้าโชคร้าย…คนฟังไม่ว่าง หรือเบื่อเกินไป เราจะถูกตีตราว่าเป็นพวกคิดขวางโลก

…มันก็แล้วแต่คนจะมอง…

ผมได้เรียนรู้
ที่จะไม่พูดให้ละเอียดเกินไป
จนมากเกินความจำเป็นของคนฟัง

ผมได้เรียนรู้
ที่จะปล่อยให้คนอื่นได้คิดอย่างที่เขาต้องการ
ไม่อธิบายส่วนต่างที่เขายังไม่รู้ ยังไม่เห็น
เพราะคนส่วนใหญ่มักจะต่อต้านสิ่งที่คัดค้านความเชื่อเดิม
…คนเคยเข้าใจ มาทำให้งงทำไมวะ…

ผมได้เรียนรู้ที่จะ
พูด “เชย” แทนการพูดขวางโลก หรือขัดแย้งจนคนอื่นต่อต้าน
เพราะผมมักอธิบายข้อยกเว้นที่มันก็มีในทุกๆ สิ่ง ว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นมันไม่ได้ถูกต้องทุกกรณี
พูด “เยี่ยม” แทนการอธิบายว่าคุณดีอย่างไร ถูกอย่างไร
และยังเป็นการเบรกแสดงมุมมองที่แตกต่าง ว่าสิ่งที่เห็นว่าดี มันย่อมมีผลกระทบด้านร้ายด้วยเช่นกัน
พูด “ยาก” แทนการต้องอธิบายรายละเอียดทุกขั้นตอน
เพราะทุกสิ่งมันเป็นไปได้สำหรับผม สิ่งที่ทำไม่ได้จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ทำยากต่างหาก

และ

พูด “ยอม”
แทนความรู้สึกทั้งหมดของผม
ว่าผมไม่เคยคิดต่อต้าน ดูถูก หรือเชิดชูตัวเองเหนือใคร

ด้วยความเชื่อสูงสุดในชีวิตผมคือ

“ทุกคนเป็นผู้หวังดี คิดดี ตั้งใจดี และเป็นคนดี”

Tuesday, December 13, 2011

ความหมายของกรุงเทพมหานคร

by เอกกี้

          พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระราชทานนามอันเป็นสิริมงคลแก่เมืองหลวงแห่งใหม่นี้ว่า

“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์
มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ
นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์
อุดมราชนิเวศน์
มหาสถานอมรพิมานอวตารสถิต
สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”

ผมขอให้คำแปลอย่างหรูๆ ไว้ดังนี้

“เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ดุจเมืองสวรรค์ ยิ่งด้วยพระแก้วมรกตอันประเสริฐประดิษฐสถานไว้
เป็นผืนแผ่นดินแห่งพระอินทร์อันเลิศยิ่ง ปราศจากสงครามใดๆ
เมืองอันน่ารื่นรมย์นี้เป็นเมืองแห่งกษัตริย์ผู้ถึงพร้อมด้วยแก้วเก้าประการ
บริบูรณ์ด้วยพระราชวัง อันเป็นที่ประทับแสนยิ่งใหญ่แห่งเทพผู้อวตารลงมาตราบจนนิรันดร
ซึ่งท้าวสักกะเทวราชา ได้พระราชทานให้พระวิษณุกรรมมาเนรมิตไว้จนสำเร็จ”

******************************

          ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จะพระราชทานนามแก้ไขท่อนสร้อยหนึ่งจาก “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น “อมรรัตนโกสินทร์” นั่นคือเปลี่ยนคำว่า

บวร-ประเสริฐ,ล้ำเลิศ
เป็นคำว่า
อมร-ผู้ไม่ตาย,เทวดา

น่าเสียดายที่หลังจากนั้น ในยุคสมัยภายใต้เผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ก็มีการรวมการบริหารของกรุงเทพฯ เข้าร่วมกับธนบุรี เป็นเขตการปกครองพิเศษ แต่มีศักดิ์เทียบเท่ากับจังหวัด ขานชื่อเหลือแค่เพียงว่า “กรุงเทพมหานคร” เท่านั้น

******************************
รัตนโกสินทร์
รัตนะ-แก้ว; โกสินทร์-พระอินทร์

          หากแปลตรงตัวก็คงจะเป็น พระอินทร์แก้ว แต่คำว่า “โกสินทร์” ในที่นี่น่าจะจงใจหมายถึงเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ นั่นก็คือ พระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทยนั่นเอง

******************************
มหินทรายุธยา
          มหินทร์-พระอินทร์; อยุธยา-เมืองที่ไม่มีการสู้รบ,ปราศจากสงคราม

          แท้จริงจะต้องสะกดด้วย “มหินท์” แต่เพราะเป็นภาษาต่างชาติ การสะกดเป็น “มหินทร์” จึงไม่ผิดเช่นกัน รากศัพท์อีกคำคือ “โยธา” หมายถึง พลรบ,ทหาร ส่วน “โยธยา” ก็คือการใช้กำลังรบ เมื่อมีการเติมคำที่มีความหมายตรงข้าม คือ “อ-” ข้างหน้า จึงผันเป็น “อโยธยา” หรือ “อยุทธยา”จึงแปลได้ว่าเป็นเมืองที่ปราศจากสงครามนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ท เรามักจะพบคำแปลในวรรคนี้ว่า “เป็นเมืองที่ใครๆ ก็ไม่สามารถรบชนะได้” ซึ่งก็เป็นความหมายที่ไม่น่าจะผิดเช่นเดียวกัน

******************************
มหาดิลกภพ
ดิลก-เลิศเลอ, ยอดเยี่ยม, ยกย่อง, เฉลิม ; ภพ-แผ่นดิน

******************************
นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์
นพรัตน์-แก้วเก้าประการ ; ราชธานี-เมืองแห่งกษัตริย์, เมืองหลวง ; บุรีรมย์-เมืองอันน่ารื่นรมย์

          ในวรรคนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในคำว่า “นพรัตน์” หลายตำราแปลตรงตัวว่า รัตนะทั้งเก้า ซึ่งเป็นอัญมณีที่มีค่ามาก ๙ ชนิดคือ เพชร, ทับทิม, มรกต, บุษราคัม, โกเมน, นิล, มุกดา, เพทาย และไพฑูรย์ นั่นคือ มองคำว่า “นพรัตน์” เป็นคำนามที่ใช้ขยายคำว่า “ราชธานี” จึงมีการแปลโดยให้ความหมายว่าเป็นเมืองที่มั่งคั่ง น่ารื่นรมย์ ด้วยอัญมณีล้ำค่าเหล่านั้น
          แต่ในที่นี้ ผมขอถอดความหมายให้ลึกขึ้นไปอีก โดยมองคำว่า “นพรัตน์ราชะ” สมาสกับคำว่า “ธานี” เพื่อให้คำว่านพรัตน์ใช้ชี้ลักษณะของกษัตริย์แทน กลายความหมายว่า พระราชาที่ถึงพร้อมด้วยแก้วเก้าประการ
          แก้วเก้าประการ ในที่นี้อาจจะต้องกลับไปอธิบายถึงความเชื่อเกี่ยวกับอัญมณีทั้ง ๙ ชนิดข้างต้น ด้วยตำราโบราณมีมาแต่ช้านานเกี่ยวกับการมีรัตนชาติไว้ในครอบครองจะช่วยสงเสริมดวงชีวิตให้ดี และมั่นคงยิ่งขึ้น คุณสมบัติของนพรัตน์มีดังนี้
๑. เพชร มีความหมายถึง ความแข็งแกร่ง ให้พลัง ให้ความเจริญ
๒. ทับทิม มีความหมายถึง สุขภาพที่ดี มิให้เจ็บไข้ได้ป่วย
๓. มรกต มีความหมายถึง ความคุ้มครอง ปกป้องจากศัตรูผู้ปองร้าย
๔. บุษราคัม มีความหมายถึง การมีอายุยืนนาน
๕. โกเมน มีความหมายถึง การมีคนเคารพนับถือ ยกย่อง
๖. นิล มีความหมายถึง ความสงบสุข
๗. มุกดา มีความหมายถึง การปกป้องจากภัยอันตรายจากธรรมชาติ จากงูหรือสัตว์อื่นๆ
๘. เพทาย มีความหมายถึง โชคลาภ
๙. ไพฑูรย์ มีความหมายถึง ชัยชนะ
จากที่ว่ามานี้ คำว่า “นพรัตน์” อาจจะเป็นการเล่นคำในเชิงความหมายก็ได้ ตามตำราแล้วเป็นสิ่งที่เป็นมงคลยิ่งไม่ว่าจะหมายถึงบ้านเมือง หรือหมายถึงกษัตริย์ก็ตาม

******************************
อุดมราชนิเวศน์
อุดม-บริบูรณ์, เต็มไปด้วย, มากมาย ; ราชนิเวศน์-ที่ประทับของกษัตริย์, วัง

******************************
มหาสถานอมรพิมานอวตารสถิต
มหาสถาน-สถานที่อันยิ่งใหญ่ ; อมร-ผู้ไม่ตาย, เทวดา ; พิมาน-ที่อยู่ของของเทวดา ;
อวตาร-ภาคหนึ่งของเทวดา ; สถิต-ตั้งอยู่

          ด้วยความเชื่อและลักษณะการปกครองของสยาม ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์เปรียบดั่งสมมติเทพ เป็นภาคหนึ่งของร่างอวตารของพระนารายณ์ตามตำราพราหมณ์ พระราชวัง จึงเป็นดั่งที่ประทับของสมมติเทพนั่นเอง

******************************
สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์
ทัต-ให้ ; ประสิทธิ์-ความสำเร็จ, ทำให้สำเร็จ

          วรรคนี้มีชื่อของเทวดาถึงสององค์ด้วยกันคือ “สักกะ” และ “วิษณุกรรม” แปลตรงตัวจากวรรคนี้ก็คือ ท้าวสักกะให้พระวิษณุกรรมสร้างขึ้น หรืออาจแปลให้สวยงามดังเช่นที่เขียนไว้ข้างต้นนั่นเอง
          ว่ากันที่ท้าวสักกะเทวราชา ก่อนแล้วกัน คำว่า “สักกะ” ถ้าแปลตามพจนานุกรมจะหมายถึง “พระอินทร์” ซึ่งเป็นราชาแห่งเทพทั้งปวง แต่หากแปลตามความหมายจะหมายถึง “ผู้องอาจ” จะว่าไปแล้วพระอินทร์ที่คนไทยรู้จักกันดีนั้น ก็มีการขานชื่อตามวรรณกรรมต่างๆ มากมาย ขึ้นอยู่กับการสัมผัสคำกลอนหรือเพื่อความงดงามทางภาษา เช่น ท้าวสหัสเนตร ท้าวสหัสนัยน์ ท้าวสักกะเทวราช ท้าวมัฆวาน ฯลฯ นอกจากนี้ถ้าเทียบกับวัฒนธรรมประเทศอื่น ท้าวสักกะเทวราชนี้ก็จะรู้จักในนาม 帝釋天 (ตี้ซื่อเทียน) หรือ 釋提桓因 (ซื่อถีหวันอิน) ในภาษาจีน หรือ 帝釈天 (ไทชะกุเท็น) ในภาษาญี่ปุ่น
          ส่วน พระวิษณุกรรม นั้น แท้จริงแล้วชื่อตามตำราพราหมณ์คือ พระวิศวกรรมา ซึ่งเป็นเทวดาผู้สร้าง นับเป็นเทพแห่งวิศวกรรม แต่เพราะคนไทยคุ้นเคยกับเทพอีกองค์ คือ พระวิษณุ ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงขานนามพระวิศวกรรมา เป็น “พระวิษณุกรรม” แทน จึงมีหลายต่อหลายคนที่เข้าใจผิด คิดว่า “พระวิษณุ” เป็นเทพแห่งวิศวกรรม ในที่นี้จึงจะขอสรุปให้เข้าใจว่า พระวิษณุ และ พระวิษณุกรรม (พระวิศวกรรมา) เป็นเทพคนละองค์กัน
          ตามตำนานในพระพุทธศาสนา กล่าวได้ว่า พระวิศวกรรมา (พระวิษณุกรรม) เป็นเทพผู้สร้าง เชียวชาญสถาปนิกและวิศวกรรมทุกแขนง เป็นผู้สร้างอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์ เป็นผู้เนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว ทอดยาวจากสวรรค์มาสู่โลกมนุษย์
          ตามตำนานของศาสนาฮินดู และพราหมณ์ พระวิศวกรรมา ก็เป็นผู้สร้างศาสตราวุธที่งดงาม ทอแสงด้วยรัศมีแห่งดวงอาทิตย์ คือ ตรีศูลของพระอิศวร จักราวุธของพระนารายณ์ วชิราวุธของพระอินทร์ คทาวุธของท้าวกุเวร และ โตมราวุธของพระขันทกุมาร เป็นต้น
          นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่กล่าวถึงในวรรณกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เป็นผู้สร้างกรุงลงกาให้แก่ทศกัณฐ์ (ในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ หรือ รามายณะ), เป็นผู้สร้างวิมานให้แก่พระวรุณ (เทพแห่งสายน้ำ)และพระยม (เทพแห่งความตาย), เป็นผู้สรางราชรถบุษบกให้แก่ท้าวกุเวร, เป็นผู้สร้างกรุงทวารกาให้แก่พระกฤษณะ (ในวรรณกรรมเรื่องมหาภารตะ) และยังเป็นผู้ปั้นนางติโลตตมา นางฟ้าที่งดงามที่สุดบนสวรรค์ด้วย
          ดังนั้น ในวรรคสุดท้ายของชื่อกรุงเทพฯ นี้ จึงหมายถึงความงดงาม ความอลังการ ของเมืองหลวงซึ่งถูกเนรมิตขึ้นด้วยฝึมือของเทวดาที่มีฝึมือที่สุดในสรวงสวรรค์ อันได้รับบัญชาจากเทวราชา ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์ พระราชทานให้เนรมิตขึ้นนั่นเอง

Friday, November 18, 2011

find ‘a’

…โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง…

eeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeee
eeaaaaaaeeeaaaeeaaaeeeeeaaaaaaeeeeaaaaeeeeaaaaeeeaaaaee
eeeeaaeeeeaaaaaaaaaaeeaaeeeeeeeeaaeeeeaaeeaaeaaeaaeaaee
eeeeaaeeeeaaaaaaaaaaeeaaeeaaaaeeaaaaaaaaeeaaeeaaaeeaaee
eeeeaaeeeeeeaaaaaaeeeeaaeeeeaaeeaaeeeeaaeeaaeeeeeeeaaee
eeaaaaaaeeeeeeaaeeeeeeeeaaaaaaeeaaeeeeaaeeaaeeeeeeeaaee
eeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeee

จะให้เธอจนกว่าเธอจะรับ บอกรักเธอจนกว่าเธอนั้นจะยอม
เธอคือความสุขของฉัน ถ้าเธอไม่รับมันให้ฉันเริ่มต้นอีกกี่ครั้งก็พร้อม

หากสุดท้าย เธอไม่เปลี่ยนใจ
ไม่เป็นไร ใจฉันก็ไม่ยอม

ถ้ารอให้ฉันหยุดหัวใจ
ถ้ารอให้ฉันหันหลังเดินลับหายไป

…ได้…
…ยิน…
…มั้ย…
คงต้องรอให้โลกหยุดหมุนไปก่อน

Wednesday, November 16, 2011

“อภัยโทษ” ฮือฮากันอีกครั้ง

          วันนี้ผมต้องมาเปิดประเด็นซีเรียสกันนิดนึงอีกแล้วนะครับ เป็นประเด็นการเมืองอีกแล้วล่ะสิ จากกระแสใหม่บนเฟสบุคที่เริ่มมีคนออกมาด่ารัฐบาลกันอีกครั้ง ตามรูปที่เห็นข้างล่างนี้เลย
          ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการพาดหัวของหนังสือพิมพ์สมัยนี้ หลายครั้งหลายคราก็ดูจะจาบจ้วงเกินไปหน่อย ยิ่งในยุคที่คนมักจะอ่านย่อๆ อ่านสั้นๆ แล้วพร้อมที่จะวิจารณ์ทันทีเช่นนี้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นอะไรที่เหมือนเป็นการซ้ำย้ำรอยแตกแยกให้มันแหลกลงไม่มีชิ้นดี

thaipost

จากพาดหัวนี้ ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่เพิ่งออกข่าวไปหมาดเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งพอเห็นคำว่า “อภัยโทษ” หลายคนก็เริ่มร้องโวยวายขึ้นทันทีว่านี่อาจเป็นแผนการเนียนอภัยโทษให้กับผู้หนีอาญาแผ่นดิน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นได้ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับอยากให้ใจเย็นๆ กันนิดนึง

          ในช่วงแรกผมเองก็ยังไม่ได้รู้รายละเอียดมากนัก เพราะเท่าที่ตามอ่านจากที่แสดงความเห็นกัน ก็ยังไม่ได้ข้อมูลเนื้อหาอะไรมากมายนัก เท่าที่เห็นก็มีเพียงคำว่า "อภัยโทษ" และตามด้วยคำด่า อีกสักโหลนึงได้

          อันที่จริงแล้ว พระราชกฤษฎีกาในลักษณะนี้ ผมคิดว่าผมเห็นอยู่แทบทุกปี
โดยเฉพาะปีที่เป็นวโรกาสสำคัญต่างๆ ก็จะเห็นการพระราชทานอภัยโทษมากเป็นกรณีพิเศษ ประมาณว่า ลดโทษให้นักโทษในคุก สำหรับนักโทษชั้นดี ฯลฯ ถวายเป็นพระราชกุศล ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ซึ่งเวลานี้ก็ใกล้แล้ว
ซึ่งปีที่แล้ว รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีออกพระราชกฤษฎีกาเช่นนี้เหมือนกัน

<<<คลิกอ่าน พรฎ. ปีที่แล้ว เป็น pdf ตาม link นี้>>>

          เป็นอันว่า...ผมก็เห็นเป็นเรื่องดีที่จะระแวงกันไว้ก่อน จะได้มีการตรวจสอบพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้อย่างละเอียดทุกอักษร

===================================

หลังจากที่ได้อ่าน พระราชกฤษฎีกาปี 2553 กันแล้ว ข้อสังเกตุที่ทำให้ พระราชกฤษฎีกาปีนี้ (15 พ.ย. 54) เป็นที่สนใจ ก็เพราะพระราชกฤษฎีกาปีนี้ มีการตัดคำแนบท้ายจาก พระราชกฤษฎีกาปี2553 ออก ในประโยคที่ว่า

"ผู้คนที่เข้าข่ายได้รับอภัยโทษจะต้องเป็นโทษที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติด
และไม่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น"

นั่นหมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเข้าข่ายการได้รับอภัยโทษด้วย ช่างแลดูเป็นความตั้งใจของรัฐบาลนี้จริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติอภัยโทษ ก็ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า

“ยกเว้น คดียาเสพติด และคดีคอร์รัปชั่น
จะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ”

ซึ่งตามหลักกฎหมายไทยก็เรียงลำดับง่ายๆ ได้ว่า

รัฐธรรมนูญ > พระราชบัญญัติ > พระราชกฤษฎีกา

หมายความว่า แม้มีการพระราชกฤษฎีกาโดยตัดคำแนบท้ายออกไป พระราชบัญญัติก็ยังมีเนื้อหาครอบคลุม และมีผลบังคับใช้ด้วย นั่นก็คือ "คดียาเสพติด และคดีคอร์รัปชั่น จะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ"

ปัญหาที่ควรเป็นประเด็นถกเถียง ความจริงแล้วอาจอยู่ตรงที่...

พระราชกฤษฎีกาที่ไม่เขียนระบุลงไป
จะถือว่าเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ขัดพระราชบัญญัติหรือไม่?

แต่ด้วยวิจารณญาณแล้ว พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ก็ไม่ได้ขัดพระราชบัญญัติแต่ประการใด จึงมีผลบังคับใช้ได้ ซึ่งก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่ พ.ต.ท.ทักษิณแต่ประการใด เพราะพระราชบัญญัติมีอำนาจเหนือพระราชกฤษฎีกาอยู่แล้ว แต่หากมองว่าพระราชกฤษฎีกานี้ขัดกับพระราชบัญญัติ นั่นก็หมายความว่า พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นโมฆะ ไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่แรก…นักโทษที่มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษในข้อหาอื่นๆ ก็จะไม่ได้รับอภัยโทษกันทั้งบาง

ไม่ว่าผลจะออกมาประการใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด
การออกพระราชกฤษฎีกาแบบจงใจตัดข้อความบางอย่างออกเช่นนี้
จึงเป็นที่น่าจับตามองมาก

ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจเพื่อไม่ให้มีใจความซ้ำซ้อนกับ พรบ.
หรือเป็นการตั้งใจเพื่อจะเนียนใช้ พรฎ. แล้วมองข้าม พรบ. อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

การกระทำครั้งนี้ จึงไม่เป็นการดีเลยสำหรับรัฐบาล
ที่มีคนจ้องขัดขา พร้อมกระทืบซ้ำอยู่ทุกหนทุกแห่ง

Tuesday, November 15, 2011

เด็กควรมีพัฒนาการที่เหมาะสม (Rewrite)

          เมื่อสองปีก่อนผมเคยเขียนหัวข้อนี้ใน eakkycu.spaces.live.com ตามที่บันทึกไว้ผมโพสบทความเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นการเขียนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากPoysianz เป็นเรื่องราวของความคิด/วีรกรรมของผมตั้งแต่อนุบาลจนถึงม.๒ ผมลองอ่านๆ ดูแล้วเห็นว่าเข้าที วันนี้ก็เลยเอามาเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง

ตอนอนุบาล
- เคยร้องไห้ตอนกินข้าวกลางวัน เพราะคุณครูบังคับให้กินหมู (เดี๋ยวนี้เขี่ยผักทิ้ง)
- ก่อนกลับบ้านจะมีเต้นๆ ร้องเพลง คุณครูร้องเพลงแล้วถามว่า "ม้าร้องยังไง" ผมก็ร้องตะโกนเสียงดังว่า "ฮี้ฮี้~" ด้วยความภูมิใจว่าตัวเองเป็นเด็กอัจฉริยะมาก
- ไม่ได้เรียนอนุบาล ๒ คือ เรียนอนุบาล ๑ แล้วขึ้นอนุบาล ๓ เลย
- เคยคิดว่าพ่อกะแม่ไม่รัก เลยเอาไปทิ้งไว้กับคุณครู
- เคยไม่ยอมไปโรงเรียน แล้วแม่บอกว่า "คุณครูใช้กล้องส่องทางไกลดูอยู่นะ" ด้วยความที่กลัวคุณครูมากเลยรีบแต่งตัว หยุดร้องไห้ แต่ยังคงสะอื้นไปโรงเรียน
- ติดรายการเจ้าขุนทองมากๆ โดยเฉพาะเพลงที่ร้องว่า “ร่มใบบัง เขียวชะอุ่มรำไร กระโดดเริงใจหากินได้เปรมปรี ชีวิตแสนสบายอยู่กันมาแสนนาน ใต้ร่มไม้เขียวครึ้มเย็น…ป่ามีความรักความสุขมานาน พึ่งพิงอิงพักมาแต่โบราณ เราสำราญอยู่กันมาแสนนานใต้ร่มไม้เขียวครึ้มเย็น…ป่านี้เป็นของเราทุกคน เคยอุ้มชูการุณหลายปี เรารักต้นไม้นานา จะรักษาให้ดีรักป่าที่เราอาศัย ฯ” ฮ่าๆๆ เป็นเด็กรักธรรมชาติ
- ตอนสอบเลขคณิตคิดในใจ เคยตะโกนคิดดังๆ "เอา ๓ ไว้ในใจ ชูขึ้นมา ๔ นิ้ว นับต่อจาก ๓ ที่อยู่ในใจ ๓ แล้วต่อไปเป็น ๔ ๕ ๖ ๗…ตอบเจ็ด" ทำให้เพื่อนทั้งห้องได้ยินแล้วเขียนคำตอบตามกันหมด คุณครูก็เลยลากออกจากห้อง ให้ไปนั่งรอที่ห้องอื่น สุดท้ายก็ต้องไปสอบคนเดียวตอนเย็นๆ
- อยากได้รองเท้านักเรียนใหม่ เพราะอยากได้หุ่นยนต์ที่มันแถมมากับรองเท้า
- เคยได้เต้นโชว์ในงานสมเด็จพระเจ้าตากสินที่โรงเรียน เต้นเพลงแมงมุมของคริสติน่าซะด้วย ภาคภูมิใจซะเหลือเกิน

ตอนป.๑
-
ได้เรียนชั้นล่างของตึก ทำให้คิดว่าถ้าขึ้นป.๒ จะได้เรียนชั้น๒ ทุกวันที่ไปโรงเรียนก็เลยพยายามมองหาชั้น๓ ชั้น๔ ว่ามันอยู่ตรงไหน ทั้งๆ ที่โรงเรียนมีอาคารเรียนแค่ ๒ ชั้น เพราะกลัวว่าพอขึ้นป.๓ แล้วจะหาห้องเรียนไม่เจอ
- ตอนสอบวิชาเขียนไทย คุณครูจะอ่านคำศัพท์ไทยแล้วให้เราเขียนสะกดให้ถูกต้อง เคยเขียนคำว่า "ธี่พัก" แล้วครูก็ให้ผิด แต่ไม่ยอมเลยไปฟ้องครูว่าเวลาครูออกเสียงให้เขียนอ่ะ ครูออกเสียงเป็น ธ ธง ไม่ใช่ ท ทหาร
- น้าเล่นกับน้องอยู่ แล้วน้าแซวผมว่า “พี่เอกเป็นหมาหัวเน่าแล้ว” ก็เลยวิ่งไปหาอาม่าให้ดูหัวให้ว่ามีอะไรติดอยู่ เพราะไม่เข้าใจว่าหมาหัวเน่าคืออะไร
- หลังจากสงสัยว่าหมาหัวเน่าคืออะไร เลยแอบไปถามคุณพ่อ คุณพ่อบอกว่า "แปลว่า เด็กที่ไม่มีคนรักแล้วไง แบบลูกหมาที่แม่มันทิ้งนั่นแหละ" หลังจากนั้นผมก็เลยซึมไปเป็นอาทิตย์ ไม่พูดไม่จากับใครแถมยังเกลียดน้องมาก จนโดนคุณแม่ตีแล้วถามว่าทำไมชอบแกล้งน้อง ถึงได้บอกไปว่า "ก็น้าบอกว่าเอกเป็นหมาหัวเน่า" แล้วก็ร้องไห้หนีไปกอดอาม่า…สุดท้าย อาม่าก็เลยเรียกให้น้ามาขอโทษ ฮ่าๆๆ (สมน้ำหน้า จะพูดอะไรกับเด็กต้องระวังเหมือนกันนะ)

ตอนป.๒
- คุณครูประจำชั้น (คุณครูสดใส) ได้ออกรายการ "รักลูกให้ถูกทาง" แล้วมาบอกในห้องเรียนตอนเช้าว่าให้ดูรายการนั้นด้วย พอกลับบ้านผมเลยบอกแม่ว่าต้องดูโทรทัศน์เพราะครูให้เป็นการบ้าน แต่แม่เปลี่ยนช่อง ผมเลยร้องไห้เพราะกลัวว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้คุณครูถามแล้วจะตอบไม่ได้ (คิดว่าจะมีการบ้านอยู่ในรายการ)
- การทำการบ้านวิชางานประดิษฐ์ และวิชาศิลปะ คือวิชาที่เก็บเอางานมาให้คุณพ่อกับคุณแม่ที่บ้านช่วยทำแล้วเอาไปส่ง
- วิชาคัดไทยและคัดอังกฤษ เป็นวิชาที่มีเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อคัดหนังสือแค่ ๑ หน้าแต่ก็ทำแทบไม่ทันทุกชั่วโมง
- เคยเอาตะปูจากข้างบ้านซึ่งเป็นช่างทำรองเท้า ไปวางบนทางรถไฟหน้าบ้านแล้วโดนอาม่าตี อาม่าบอกว่า "เดี๋ยวรถไฟยางแตก ตกรางนะ" ร้องไห้ไปแป้บนึง แต่พอรถไฟวิ่งผ่าน ก็วิ่งไปดูผลงานแล้วก็เถียงอาม่าในใจว่า "รถไฟยางไม่แตกซะหน่อย ทับซะตะปูแบนเลยเนี่ยะ" ตั้งแต่นั้นมาก็ลองเอาอะไรไปวางอีกเยอะ (เด็กๆ ไม่ควรเลียนแบบนะ ฮ่าๆๆๆ)

ตอนป.๓
- เคยคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วที่สุดในโลก เพราะวิ่งกลับบ้านแล้ววิ่งแซงมอไซที่วิ่งในซอย
- บ้าขบวนการเรนเจอร์มากๆ เคยคิดว่าโตขึ้นจะซื้อหุ่นยนต์มาขับเล่น
- ถูกรุ่นพี่ที่เป็นเวรสารวัตรนักเรียนจับให้นั่งพนมมือเป็นการทำโทษ เพราะเล่นวิ่งไล่จับแล้วไปกระโดดข้ามยางที่เด็กผู้หญิงเขาเล่นกันอยู่ หลังจากนั้นมากก็ไม่กล้าวิ่งเล่นอีกเลย
- เป็นครั้งแรกที่สงสัยว่าทำไมต้องสวดมนตร์เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่รู้ว่ามันมีความหมายอะไร แล้วคุณครูบอกว่าเพราะศาสนาพุทธมีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย ทำให้คิดว่าที่ท่องอยู่เป็นภาษาอินเดีย
- ใส่ชุดลูกเสือแล้วคิดว่าตัวเองมีญาณวิเศษมองเห็นอนาคตได้ เพราะตอนเรียนมาหมวกลูกเสือสำรองป.๑ จะมีหนึ่งดาว ครูบอกว่าเหมือนลูกเสือเปิดตาข้างนึง พอขึ้นป.๒ ก็มีสองดาว ป.๓ เลยคิดว่ามีตาที่สาม เป็นเทพสามตา หยั่งรู้อนาคต
- เคยถูกทิ้งไว้ที่โรงเรียนถึงสองทุ่มครึ่ง เพราะอาม่าคิดว่าแม่ไปรับ แม่คิดว่าพ่อไปรับ และพ่อก็คิดว่าอาม่าไปรับ ก็เลยไม่มีใครมารับสักคน ทำให้เป็นครั้งแรกที่การจำเบอร์โทรศัพท์บ้านมีประโยชน์ ตอนนั้นหิวมากด้วย คุณครูให้กินทุเรียนซึ่งเป็นอะไรที่เกลียดมาก แต่ก็กินไปร้องไห้ไป เป็นช่วงเวลาที่น่าสงสารที่สุดในชีวิตแระ

ตอนป.๔
- ลืมเอาเสื้อพละไปโรงเรียน ต้องรวบรวมความกล้ามากเพื่อขอคุณครูโทรศัพท์กลับบ้านให้พ่อเอามาให้ แต่ว่าไม่กล้า ก็เลยร้องไห้ไปหาคุณครู
- ทำการบ้านตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่มทุกวัน เพราะคุณครูให้การบ้านเยอะมาก ไม่มีเวลาเล่นเลย
- การติดแอร์ที่บ้าน เป็นเรื่องที่หรูมาก สามารถคุยโวได้เป็นเดือน "บ้านเราติดแอร์ด้วยแหละเธอ~" เพื่อนๆ สนใจกันทั้งห้อง เป็นอะไรที่ประหลาดมาก
- เป็นอีกครั้งที่สงสัยว่าตอนเป็นลูกเสือสำรอง ทำไมต้องร้อง "อาเคล่า เราจะทำดีที่สุด" แล้วกระโดดๆ ชูสองนิ้ว (สงสัยทั้งๆ ที่เมื่อปีที่แล้วก็ยังทำอยู่เลย) เพื่อนให้คำตอบว่า "ก็เพราะเป็นเมาคลีลูกหมาป่าไง ตอนเรียนครูก็สอน" เลยรู้สึกเหมือนโดนด่าว่าไม่ตั้งใจเรียน ก็เลยเลิกถามเรื่องลูกเสือตั้งแต่นั้นมา

ตอนป.๕
- เอากล้องถ่ายรูปไปโรงเรียนตอนปีใหม่ เพื่อจะถ่ายรูปคุณครูและเพื่อนๆ ที่โรงเรียน สมัยนั้นมีแต่กล้องฟิล์ม ปกติถ้าเป็นกล้องอัตโนมัติ เวลาถ่ายจนหมดม้วนแล้วมันจะกลอกลับให้เองเรียบร้อย ...แต่กล้องที่คุณแม่ให้เอาไปโรงเรียนเป็นกล้องถูกๆ ที่หมุนฟิล์มเองแล้วถ่าย พอถ่ายจนหมดม้วนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้มันกลอยังไง เลยถามเพื่อนว่าทำยังไง เพื่อนมันก็เปิดด้านหลังที่ใส่ฟิล์มไว้ออกมา แล้วนั่งม้วนฟิล์มกลับเข้าไปเอง พอเอาฟิล์มไปล้าง เขาก็บอกว่าเสียหมด เลยเล่าให้คุณพ่อฟัง คุณพ่อเอาไปบอกครู เพื่อนคนนั้นก็เลยโดนครูตี
- ได้เป็นเวรทำหน้าที่สารวัตรนักเรียนบ้าง เลยแก้แค้นกับรุ่นน้อง เห็นใครวิ่งๆ จับมานั่งพนมมือหมด
- เกลียดการเข้าห้องสมุดเป็นที่สุด เพราะเข้าแล้วไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย ก็ถูกบังคับด้วยกฎว่าต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีโต๊ะให้นั่ง (แต่พอมัธยมห้องสมุดกลายเป็นที่สิงสถิตของผมซะงั้น)
- เคยเขียนจดหมายลาตายพร้อมให้มรดก ยกเกมกดให้น้อง เพราะเป็นอีสุกอีใสแล้วเพื่อนบอกว่าเป็นเอดส์
- ตอนหยุดเรียนที่เป็นอีสุกอีใส ดูแผลแล้วมันมีน้ำๆ เหมือนแผลไฟไหม้ เลยเอาเข็มจิ้มๆ แล้วแกะแผลดู ข้างในมีสะเก็ดน้ำตาลๆ ทำให้เข้าใจเอาเองว่าทำไมถึงเรียกว่าอีสุกอีใส พอไปบอกเพื่อน เพื่อนมันบอกว่าจิงหรอๆ แกะดูด้วยหรอ…สงสัยกันใหญ่
- เล่นสเกตบอร์ดครั้งแรก เพราะโดนอาม่าบอกให้ลองเล่น สงสัยจะกลัวว่าหลานจะเป็นตุ๊ด เห็นขี้แย ร้องไห้ประจำ พอจะเล่นเป็นแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็พาไปซื้อ... แต่พอเล่นแล้วก็ไม่เห็นสาวๆ จะสนใจเลย พอขึ้นม.๑ ปรากฎว่ากระแสของลอเลอร์สเกตมาแรงกว่า แต่ผมเล่นเป็นแต่สเกตบอร์ด ก็เลยดูเป็นเด็กแนวซะงั้น

ตอนป.๖
- ได้นำสวดมนตร์คู่กับเพื่อน แล้วแข่งกันเสียงดังที่สุดเพื่อนให้เด่นกว่าอีกคน
- เรียนสังคม คุณครูเล่าเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องนรก สวรรค์ ตอนนั้นรู้สึกว่าเรื่องนรกน่ากลัวมาก แต่เพื่อนมันฮากันทั้งห้อง จำได้ว่าเขียนใส่ในสมุดจดการบ้านเลยว่า "เพื่อนแม่งซาดิสชิบเป๋ง" ฟังเรื่องปีนต้นงิ้วหนามๆ มีหอกแทงๆ ข้างล่าง ปีนไปข้างบนมีนกกาจิกเนื้อ จิกตา มีลงกระทะทองแดง ทอดๆ ดิ้นทุรนทุราย.... เพื่อนๆ มันทนฟังกันได้ไงฟะ!!!! สาดดดดดดดดดด ซาดิสมากๆ
- เคยแอบขึ้นไปเป็นตัวแทนร้องเพลงปีใหม่ทั้งๆ ที่ไม่ถูกเลือกให้เป็นตัวแทน
- เล่นบาร์โหนในโรงเรียน แล้วสามารถไต่จากฝั่งนึงมาอีกฝั่งนึงสำเร็จเป็นครั้งแรก
- ได้ไปเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดประยูร สอบไล่ได้ที่ ๑ ที่ ๒ ตลอด ทำให้คิดว่าตัวเองเก่งมากๆ ถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่น แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ความหมายของบทสวดมนตร์ที่ท่องมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่นี่สวดแล้วแปลด้วย!!
- เรียนธรรมศึกษา และได้สอบธรรมสนามหลวง ได้เป็นนักธรรมตรี ภาคภูมิใจที่สุด
- ตอนที่ไปนมัสการพระอาจารย์ที่วัดประยูร โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พระอาจารย์กำลังติวหนังสือให้พี่ม.๒ แล้วมีการทดสอบสมาธิให้คิดเลขในใจ ผมกับคุณพ่อกำลังคุยอยู่กับพระอาจารย์อีกรูปอยู่ เห็นตอบไม่ได้กันแล้วโวยวายเสียงดัง เลยตะโกนคำตอบไปด้วยความรำคาญ ตะลึงกันหมด!!! พระอาจารย์ก็เลยตั้งโจทย์ใหม่ให้คิดในใจเล่นๆ ต่อ
- ตกหลุมรักสาวครั้งแรก ชื่อ "พร" เรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เหมือนกัน ผมเด่นเรื่องเรียน ส่วนพรเก่งเรื่องดนตรีไทย รำไทย จำได้ว่าแค่เห็นหน้าก็เขินแล้ว และตอนมีงานสงกรานต์ มีการแสดง มีแข่งขันตอบปัญหา คุณพ่อกับคุณแม่ก็เข้าไปคุยกับแม่ของพรตอนที่จบการแสดงด้วย ผมก็เลยได้ถ่ายรูปกับพรด้วย (ตอนนี้ไม่รู้รูปยังอยู่ป่าว ฮ่าๆๆ)
- ไปเข้าค่ายลูกเสือ แล้วโดนคุณครูตีตอนเช้า เพราะเพื่อนกินขนมตอนกลางคืนแล้วไม่เก็บให้เรียบร้อย แต่เพราะเป็นหัวหน้าหมู่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว จากนั้นพอปล่อยพักตอนเช้าก็กลับไปที่ห้องพัก ทำความสะอาดคนเดียวแล้วก็แอบร้องไห้ แต่เพื่อนมันก็รู้เลยมาขอโทษกันทั้งหมู่
- เคยแอบรวมกลุ่มกับเพื่อนก่อตั้งชมรมลึกลับคิดภาษา "สุรสิทธิ์" ซึ่งมาจากชื่อ เอกสิทธิ์ กับ สุรชัย (สิ้นคิดมากๆ) เป็นภาษาที่เขียนด้วยสัญลักษณ์ประหลาดๆ ที่เข้าใจกันเองในกลุ่มเพื่อนสนิท สามคน แล้วส่งโน๊ตไปมาข้ามห้องกันโดยถ้าหากคุณครูจับได้ก็ไม่รู้ว่ากระดาษนั่นมีสัญลักษณ์หมายถึงอะไร แถมมีท่าทาง/อิริยาบถสำหรับตัวเลข ๐-๙ และตัวอักษร ก-ง คือ ยกมือขึ้นเกาหัวหมายถึง ก., วางปากกาลงข้างกระดาษคำตอบหมายถึง ข., เอามือจับคางทำท่าคิดๆ หมายถึง ค., ใช้ยางลบดินสอหมายถึง ง.  เรียกได้ว่าถ้าจะทุจริตการสอบก็ทำได้สบายๆ ชมรมนี้มีผมเป็นประธานชมรม มีสุรชัยเป็นรองประธาน แบบตั้งๆ กันเอง แล้วพอเรียนจบป.๖ ก็ไม่น่าเชื่อว่าพอนับๆ สมาชิกดูแล้ว ก็มีสมาชิกในชมรมเป็นสิบๆ คน (เรื่องนี้คุณแม่เคยจับได้เพราะเห็นรายชื่อชมรม แล้วคุณแม่มาถามว่าชมรมอะไร? แต่ผมบอกไปว่า ไม่มีอะไรแค่เขียนเล่นๆ เฉยๆ เพราะกลัวว่าแม่จะรู้ว่ากำลังคิดการส่งซิกในห้องสอบอยู่ แล้วจะเอาไปฟ้องครู)
- ในสมุดโทรศัพท์มีเบอร์โทรดารานักร้องเยอะมาก มีเบอร์เพจเจอร์ด้วย เพราะลอกมาจากสมุดโทรศัพท์เพื่อนที่มีแม่ทำงานที่ค่าย RS เพราะคิดว่ามีเบอร์ดาราแล้วเท่

ตอนม.๑
- ได้ย้ายโรงเรียนเป็นครั้งแรก ซึ่งโควต้าโรงเรียนใกล้บ้านที่สามารถจับฉลากเข้าได้ มีแค่โรงเรียนศึกษานารี ดังนั้นผมจะเข้าเรียนที่ไหนก็ต้องสอบเข้าสถานเดียว
- สมัครสอบเข้าที่สวนกุหลาบ แต่ไม่ติด (ก็เพราะไม่ได้อ่านหนังสือ) ทำให้พ่อแม่วุ่นวายใจมาก กลัวลูกจะไม่มีที่เรียน แต่ในความวุ่นวายของพ่อแม่ ผมก็ยังคงนั่งเล่นเกมอยู่บ้านอย่างสนุกสนาน อารมณ์ประมาณว่าไม่มีที่เรียนก็ไม่ต้องเรียน
- สุดท้ายได้เข้าเรียนโรงเรียนวัดราชบพิธ โรงเรียนชายล้วนอีกโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ กัน โดยอยู่ห้องม.๑/๗ ซึ่งเป็นห้องที่ถูกเรียกว่า "เด็กเกลี่ย"  เพราะถูกเกลี่ยมาจากเด็กที่สอบไม่ติดสวนกุหลาบ
- ห้องเด็กเกลี่ย เป็นห้องที่เรียนดีที่สุดในระดับชั้น ภาคภูมิใจยิ่งนัก
- วิชาสังคมเป็นวิชาที่อาจารย์เล่าประวัติศาสตร์ได้น่าสนใจที่สุดในโลก ประหนึ่งกำลังอ่านนวนิยายเดอะลอร์ดออฟเดอะริง ผมเพลินมากถึงขนาดเขียนคำพูดของอาจารย์ลงในหน้าหลังสุดของสมุดได้ประมาณหนึ่งหน้าต่อวัน
- วิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่เด็กๆ นั่งนับคำว่า "นะ" ของอาจารย์ แล้วทำบันทึกเป็นสถิติ พบว่าแต่ละคาบ อาจารย์พูดคำว่า "นะ" เฉลี่ยแล้ว ๕ ครั้งต่อนาที
- ผมได้รับรางวัลเป็นขนมห่อใหญ่จากอาจารย์ที่สอนสังคม เนื่องจากส่งการบ้านแล้วอาจารย์เห็นที่จดด้านหลังสมุดเป็นหน้าๆ อาจารย์ประทับใจสุดๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนเลคเชอร์เรื่องที่เขาเล่า
- มีเพื่อนสนิทชื่อ "สมยศ" เป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ขาวๆ น่ารักมาก โดนเพื่อนชื่อ "สาธิต" แกล้งเป็นประจำ ผมเห็นบ่อยๆ ก็ทนไม่ไหว สงสารมากก็เลยแอบไปฟ้องอาจารย์ สาธิตโดนอาจารย์ตีด้วยไม้ที่ใช้เรียนกระบี่กระบอง ร้องไห้ในที่สุด
- วิชาศิลปะและงานประดิษฐ์ก็ยังคงเป็นวิชาที่งานมาให้แม่ทำให้อยู่ดี
- แต่งกลอนวันสุนทรภู่ ๓ บทส่งประกวด จำได้ว่ามีเนื้อหาท่อนที่บอกว่าสุนทรภู่ติดเหล้า แล้วมีเมียหลายคนด้วย (มันสรรเสริญสุนทรภู่ตรงไหนฟะ) ตอนแรกคิดว่าจะแต่งเล่นๆ แต่เพื่อนยุว่า “ส่งดิ! ส่งดิ!” อาจารย์ประจำชั้นสนใจอยากอ่านเลยคว้าไปจากมือ อาจารย์อ่านแล้วมองหน้า สบตาสามที แล้วถอนหายใจ แต่อาจารย์ก็รับไป (คาดว่าจะเอาไปให้อาจารย์คนอื่นอ่านให้ฮาๆ ล่ะมั้ง)
- ได้ถือป้ายในกีฬาสี แต่งตัวเป็นกุมารทองอวบอ้วนน่ารัก แต่งหน้าทาปากซะแดง

ตอนม.๒
- ได้ย้ายห้องโดยมีการแบ่งตามผลการเรียน ผมก็เลยได้มาอยู่ห้อง 1
- ที่บ้านมีอินเตอร์เนตใช้ครั้งแรก URL แรกที่เข้าไปคือ www.ch7.com
- วิชาว่ายน้ำเป็นวิชาบังคับที่เกลียดที่สุด เพราะอาจารย์ชอบเรียกว่า "อ้วน!! มานี่  ลงน้ำ" ฝังใจมาก แถมเป็นโรงเรียนชายล้วนจึงไม่ได้มีผู้หญิงให้มอง มีแต่พวกเทยที่ยืนปิดนม
- สมยศลาออกจากโรงเรียน ผมก็เลยได้มีเพื่อนใหม่ ชื่อ "ยุติ" แต่พวกผมและเพื่อนๆ เรียกกันว่า "ยุ้ย" แถมยังชอบนั่งร้องเพลงของแคลชกันเป็นประจำ ทีมฟุตบอลที่ชอบคือ “ลิเวอร์พูล” ตอนมีแข่งฟุตซอล ยุติจะได้เสื้อเบอร์ 10 เป็นศูนย์หน้าประหนึ่ง Michael Owen ส่วนผมได้เสื้อเบอร์ 4 เป็นกองหลังประหนึ่ง Sami Hyypia
- การเรียกเพื่อนโดยใช้ชื่อพ่อ ชื่อแม่ เป็นเรื่องสนุกอย่างยิ่ง

==========
การบรรยายของผมก็จบลงแต่เท่านี้ เพราะยิ่งเขียนมันยิ่งใกล้ตัว ยิ่งเริ่มไม่เด็กแล้ว เพราะงั้น ก็เลยขอจบบทความไว้แต่เพียงม.๒ นี้เอง

ปล. ถ้าทุกคนได้อ่านจนจบ ก็จะเข้าใจความหมายของชื่อบทความนี้

Wednesday, October 26, 2011

แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี

เอกกี้ฟังแล้วเพลีย ใช้ภาษาทางการที่วกวนสับสน จับใจความลำบาก!!!
…โดยรวมแล้ว เนื้อหาครบถ้วนดี แต่การสื่อสารไม่ดี…
ก็เลยนั่งฟังแล้วถอดความมาให้อ่านกัน!!!!

===เกริ่น===
1. น้ำจะผ่านกรุงเทพฯ เพื่อลงสู่ทะเล และรัฐบาลกำลังวางแผนจะให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
2. คาดว่าแรงดันน้ำจะมากเกินกว่าที่พนังกั้นน้ำจะรับไหว น้ำอาจจะทะลักเข้ามาได้ทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ใครใกล้สุดก็ซวยที่สุด ใครไกลออกไปก็ได้รับผลกระทบลดหลั่นกันไปไม่เท่ากัน
3. รัฐบาล, กทม., กระทรวงกลาโหม และทหารบก จะร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ และเอกชน ก็จะต้องช่วยกันป้องกันด้วย

===สถานการณ์===
4. ทางตะวันตกของกรุงเทพฯ รัฐบาลจะป้องกันบริเวณคลองมหาสวัสดิ์ โดยจะปลอดน้ำไหลลงแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำทั้งสองมีคันกันอยู่ซึ่งรัฐบาลจะทำทุกอย่างเพื่อจะรักษาคันกันแม่น้ำนั้นให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามให้กลับไปอ่านข้อ 2 อีกที โดยน้ำจะท่วมสูงประมาณครึ่งเมตร
5. ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ รัฐบาลจะปิดประตูน้ำปากคลองเปรมประชากร เพื่อลดแรงดันน้ำ ใครที่อยู่แถบดอนเมือง วิภาวดี ก็ต้องทนกันหน่อย เพราะรัฐบาลจะป้องกันกรุงเทพชั้นใน แต่รัฐบาลจะช่วยระบายน้ำนั้นโดยเร็วที่สุดด้วยการระบายน้ำจากคลองรังสิต ไปลงคลองหกวาสายล่าง ทั้งนี้รัฐบาลจะพยายามควบคุมระดับน้ำไม่ให้เกินครึ่งเมตร (เหมือนกับทางตะวันตก)
6. ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ แถวๆ มีนบุรี หนองจอก ลาดพร้าว ...รัฐบาลได้ขุดคลองมากมายเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นขอให้วางใจได้ว่าน้ำจะระบายได้เร็ว แต่ว่า!!!! ส่วนนี้น้ำจะท่วมสูงกว่าที่อื่น โดยน้ำจะท่วมสูงประมาณเมตรเศษ
7. ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ แนวกั้นน้ำพัง หรือน้ำทะเลหนุน จะทำให้กรุงเทพฯ ท่วม โดยระดับน้ำที่ท่วมจะมีตั้งแต่ 10เซน ถึงเมตรครึ่ง แล้วแต่ละพื้นที่... แต่รัฐบาลจะให้น้ำท่วมน้อยที่สุด และทำให้น้ำลดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้เครื่องสูบน้ำทั้งหมดที่มีอยู่ เรือผลักดันน้ำ

===เตือนประชาชน และหน่วยงานรัฐ===
8. เพื่อความไม่ประมาท ขอให้ทุกคนเก็บของขึ้นที่สูง
9. รัฐบาลได้กำชับทุกหน่วยงานให้ดูแลสถานที่สำคัญ คือ วัง โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า โรงประปา อย่างดีที่สุด
10. ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 5 ว่าดอนเมืองน้ำจะท่วม... เย็นนี้ จะย้ายคนที่อยู่ที่ศูนย์อพยพดอนเมือง ไปอยู่ศูนย์อพยพอื่นหรือไปต่างจังหวัด และจะย้ายของบริจาคที่อยู่ศูนย์ดอนเมือง มาเก็บที่สนามศุภฯ แทน ดังนั้นใครมีใจอาสา ก็สามารถไปช่วยกันได้ที่สนามศุภฯ นะจ๊ะ นะจ๊ะ

==========
นอกจากเรื่องน้ำแล้ว
- ประกาศวันที่ 21-31 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการพิเศษ
- สำหรับสถานที่ราชการ จะหยุดตั้งแต่วันที่ 27-31 ตุลาคม ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับน้ำ รัฐบาลขอความกรุณาให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย
- สถานที่ราชการในต่างจังหวัด ก็พร้อมที่จะรับเป็นที่พักชั่วคราวได้ โดยรัฐบาลให้กระทรวงคมนาคมและกระทวงมหาดไท เป็นฝ่ายรับผิดชอบแล้ว
- เครื่องอุปโภค บริโภค การสาธารณสุข แพทย์ฉุกเฉิน และการให้ข่าวสารที่ถูกต้องรวดเร็ว รัฐบาลจะทำทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ให้ดีที่สุด ขอความกรุณาสื่อมวลชนช่วยกระจายข่าวที่ถูกต้องด้วย
- สามหน่วยงานหลักที่รัฐบาลได้กำชับให้ทำงานอย่างสุดความสามารถในช่วงน้ำท่วม มีดังนี้ 1.ประปา 2.ไฟฟ้า 3.การรักษาความปลอดภัย (ตำรวจ)

==========
สุดท้ายนี้
ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบอย่างมีสติ
ด้วยพระบารมีของในหลวง พระราชินี และความสามัคคีของพี่น้องชาวไทยทุกคน จะทำให้เราผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้
ขอบคุณค่ะ!!!!!